ต่าง ๆ นานา
 
นวนิยายแฟนตาซี

 


The Goddess' Descendant
โดย The Seraphim
บทนำ - ๑

 

 

 

16

perish

 

เส้นผมสีน้ำตาลแดงเป็นลอนยาวสวยบัดนี้ถูกรวบไว้อย่างหยาบๆ ดวงตาสีฟ้าอ่อนดูหม่นหมอง เลื่อนลอย และเศร้าสร้อย ทอดสายตาออกไปไกลยังนอกหน้าต่าง นางปล่อยให้จิตใจและความคิดล่องลอยไปไกล

" เฟลิน่า !" เสียงเรียกฉุดให้สติ และความคิดของนางกลับมาอีกครั้ง หญิงม่ายสาวหันกลับไปยังต้นเสียง พ่อมดชรายืนอยู่เบื้องหลัง ดวงตาสีเทาจับจ้องมายังเฟลิน่าด้วยความโอบอ้อม

" ท่านโฮร่า ! ขออภัยที่ไม่ทันสังเกตค่ะ " นางลุกขึ้น ยกมือปาดเม็ดน้ำตาเล็กๆออกจากแก้มข้างหนึ่ง " ชาซักแก้วไหมคะ ?"

" ไม่เป็นไร ขอบใจมาก " ท่านโฮร่าบอกปัด พลางเดินตรงไปหาเฟลิน่า ชายชรายกมือขึ้นปัดปอยผมออกจากใบหน้าขาวนวลที่บัดนี้ความเศร้าสร้อยได้ฉาบทับไปทั่วเสียแล้ว

" ท่านโฮร่า !!! " นางสะกดอารมณ์ไว้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสอันเป็นที่รักเยี่ยงบิดา นางโผเข้ากอด น้ำตาเม็ดโตหยดเผาะๆไหลอาบสองแก้มตลอดจนคางเรียวสวยของนาง

" ข้า ... ข้าคิดถึงลูก ข้าเป็นห่วงเขา ... มากเหลือเกิน .... เหลือเกิน " เฟลิน่าร้องเสียงสะอื้น ตอนนี้นางกลับดูเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆที่กำลังกอดพ่อร้องไห้

ท่านโฮร่าปล่อยให้นางได้ระบายปลดปล่อยซักพัก เมื่อเสียงของนางอ่อนลงจึงกุมไหล่ทั้งสองข้างก้มลงสบตานาง

" ฟังนะ เฟลิน่าแม่ตัวน้อย ทุกคนย่อมมีทางเดินเป็นของตนเอง เมื่อลูกเจ้าปรารถนาเช่นนั้น นั่นคือสิ่งที่ลูกเจ้าได้เลือกไปแล้ว นั่นคือทางเดินของเขา เจ้าเองก็ควรจะดูแลตัวเองให้ดีให้พร้อมเสมอ เมื่อยามที่เจ้าได้พบลูกอีกครั้ง เจ้าอยากให้เคอิลเห็นเจ้าในสภาพนี้งั้นรึ ?" ท่านโฮร่าลูบผมนางเบาๆอย่างเอ็นดู นางยกแขนขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากแก้มสุกปลั่ง

" นั่นสิคะ จะมามัวเศร้าสร้อยทำไม " ดวงตาสีฟ้ากลับสดใสเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง " ข้าเป็นแม่นะ ! ข้าต้องพร้อมเสมอ เมื่อพบลูกข้า จะให้เห็นข้าในสภาพดูไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ " นางพูดด้วยเสียงที่เปี่ยมด้วยกำลังใจอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดยืดตัวขึ้นตรง แววตาฉายความมุ่งมั่นเป็นประกายระยับ ก่อนที่จะรวบผมนางใหม่อีกครั้ง ขมวดเป็นปมมวยมุ่นตึงเรียบสวยอยู่ที่ท้ายทอย

" คิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว ข้าเองก็คงจะต้องขอตัว มีธุระรอข้าอยู่ แม่สาวน้อยของข้า หากเจ้าต้องการคำปรึกษามาหาข้าได้ทุกเมื่อเชียว " ท่านผู้อาวุโสลูบศีรษะนางอีกครั้ง ดวงตาสีเทาของเขาบ่งบอกถึงความเอ็นดูและห่วงใยเต็มเปี่ยม ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

" ขอบคุณค่ะ ท่านโฮร่า " นางพูดเสียงเบาราวกระซิบ สีหน้าขอบคุณเปี่ยมล้น

หลังท่านโฮร่าจากไปเพียงไม่นาน แขกอีกคนก็ได้เข้ามาเยี่ยมเยือน เส้นผมสีดอกเลาสวมหมวกฟางปีกกว้างใบเก่า กับดวงตาที่บอดไปข้างหนึ่งซึ่งเฟลิน่าไม่มีวันลืม

" ท ... ท่าน ...." นางอุทานอย่างประหลาดใจ

" เฟรกิ นามข้าเมื่ออยู่ที่นี่ " ชายชราเอ่ย

" ค ... ค่ะ ท่านเฟรกิ "

" คิดถึงลูกรึ ?" เขาถามขึ้น นางไม่ตอบได้แต่นิ่งเงียบ ดวงตาที่อ่อนโยนบัดนี้กลับจ้องไปที่ชายชราอย่างหวาดระแวง

" ไม่เอาน่า ! ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร แต่ลูกเจ้าไม่เป็นอันตรายใดๆหรอก เจ้าก็รู้ ในเมื่อข้าออกปากเองมันจะต้องเป็นเช่นนั้น " เฟรกิยังคงพูดต่อด้วยเสียงแหบพร่าชราแก่ของเขา หมวกฟางปีกกว้างเผยอให้เห็นดวงตาข้างที่บอดชัดเจนขึ้น

" รับชาซักแก้วไหมคะท่าน ?" นางตัดบทสนทนา ราวกับไม่ต้องการที่จะสานต่อหัวข้อนี้

เขายับปีกหมวกให้ลงมาปิดดวงตาบอดสนิทข้างนั้น " ข้าเจอลูกของเจ้าแล้ว เขาปลอดภัยดี จะห่วงอะไรนักหนาเมื่อพ่อหนูนั่นอยู่ในความดูแลของข้า "

" เพราะเป็นท่าน ข้าจึงยิ่งต้องห่วง " นางพูดเสียงรอดไรฟันที่ขบกันแน่น

" อีกไม่นานหรอกเฟลิน่า เจ้าจะได้พบลูกของเจ้า แม้แต่ตัวเจ้าเองก็จะกลับมาสู่ข้าอีกครั้ง " เขาพูดพร้อมกับหันหลัง เตรียมตัวจากไป

" ข้าจะได้พบลูกของข้าแน่นอน แต่การที่จะให้ข้ากลับไปสู่ท่าน ไม่มีวัน ! ข้าจะไม่กลับไปพบกับความเจ็บปวดอีกแน่ " นางพูดเสียงแข็ง

" แล้วข้าจะคอยดู " เฟรกิทิ้งท้าย ก่อนที่จะเดินพ้นประตูบ้านออกไป

........................................................................................................

ในอีกมุมหนึ่งทางทิศตะวันออกของทวีปโทเทีย กลางทะเลทรายอันร้อนระอุ และแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเจิดจ้าแผดเผาทุกสิ่งบนพื้นพิภพอย่างไม่ปราณี เหล่ากลุ่มอัศวินสาวทั้งสี่ได้ร่วมเข้าสู่การเดินทางไปพร้อมกับเคอิล เซราฟ และเทซซ่า

" โอย ! ร้อนจะตายอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะถึงหละเนี่ย ?" เทซซ่าโอดครวญ

" อีกไม่นานหรอกค่ะ เดินขึ้นเหนือไปไม่เกินสองสามชั่วโมงก็จะถึงกำแพงเมืองของแอมโบรเซียแล้วล่ะค่ะ " ซาเวียร์เอ่ยขึ้น เส้นผมสีอัลมอนด์ของเธอยามต้องแสงอาทิตย์ กลับเปล่งประกายสีแดงเจิดจ้าตัดกับผ้าคลุมสีม่วงเข้มที่ห่มกาย

" ดีเลย ! เราจะได้พาท่านเซราฟกลับไป ไม่เสียเที่ยว " ซิสิเลียร้องขึ้น หมายจะแกล้งนักบวชตัวน้อยให้กระอักกระอ่วนใจเล่น นักรบอย่างพวกเธอไม่ตระบัดสัตย์

" ไม่ได้นะซิสิเลีย ! ก็ไหนสัญญาแล้วว่าจะต้องร่วมเดินทางไปจนถึงโลอาเมียไง ผู้แพ้ต้องทำตามกฎสิ " เซราฟท้วงขึ้นแทบจะทันที ไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ของซิสิเลียเท่าไหร่นัก นักรบสาวผมทองผู้ห้าวหาญหัวเราะร่วนด้วยความสนุกสนาน

สภาพพื้นดินที่เริ่มมีต้นหญ้าขึ้นครึ้ม และต้นไม้ยืนต้นโปร่ง กระจายตัวทั่วไปแสดงให้เห็นว่า คณะเดินทางได้เข้าใกล้ตัวเมืองทางใต้ของแอมโบรเซียแล้ว

" ในที่สุดก็พ้นจากนรกทะเลทรายกันเสียที " เทซซ่าบ่นอิบ เส้นผมสีม่วงเปียกเหงื่อจนเป็นลิ่มปรกหน้าผาก

" อีกไม่นานก็คงจะถึงตัวเมืองแล้วล่ะ อดทนหน่อยเถิด " อักเนสกล่าว ทุกครั้งที่นักรบสาวคนนี้พูดขึ้น เสียงของเธอก็ทำให้เคอิลคิดถึงใครซักคน ยิ่งทีก็ยิ่งคุ้นแต่ก็ยังไม่สามารถขบคิดจนแตกได้ว่าเป็นใคร

ทว่าเซราฟเองกลับมีท่าทีร้อนอกร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองมากเท่าใดก็ยิ่งมีสีหน้าร้อนรนมากขึ้น

" กลัวจะต้องถูกจับกลับไปงั้นรึ ?" เคอิลถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเซราฟที่หวั่นวิตก

" ผมว่า พวกเราเดินอ้อมเมืองไปกันดีกว่าไหมครับ ? ผมกลัว " เซราฟเสนอ

" ไม่ต้องกลัวหรอกน่า นี่ก็เย็นแล้ว กว่าเราจะเข้าเมืองก็ค่ำคงไม่เจอคนจากศาสนจักรหรอก " ซิสิเลียตะโกนมาจากทางด้านหลัง ขณะที่กำลังช่วยเทซซ่าดันรถเข็นที่กำลังติดหล่มเล็กๆ

กว่าที่เหล่าคณะเดินทางทั้งเจ็ดคนมาถึงซุ้มประตูทางทิศใต้ แสงสุดท้ายของวันก็ฉายแสงสีแดงส้มฉาบทับไปทั่วบริเวณ ด้วยความที่ตัวเมืองถูกสร้างจากหินสีขาวเสียส่วนมาก เมื่อตกกระทบกับแสงอัสดงก็ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองอยู่ท่ามกลางกองเพลิงมหึมา

" คืนนี้อย่าเพิ่งค้างแรมกันเลย เดินผ่านเมืองตอนกลางคืนจะดีกว่า เป็นที่สังเกตได้ยาก " ซาเวียร์เอ่ยเสียงเรียบ สายตาทอดตรงไปตามทางเดิน

เคอิลเองก็รู้สึกเช่นนั้น การที่เหล่าอัศวินสาวในชุดคลุมสีม่วงเข้มปักสัญลักษณ์แห่งเซราฟิมจะมาเดินท่อมๆกลางเมืองก็คงเป็นที่สะดุดตาไม่น้อยทีเดียว

คณะเดินทางได้ผ่านตัวเมืองซึ่งเงียบสงบ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นเมืองหลวง ทันทีที่ตะวันตกดิน ก็ราวกับทุกชีวิตในเมืองจะตกอยู่ในห้วงนิทราเสียสิ้น มีแต่เพียงแสงเทียนและแสงตะเกียงที่ลอดออกมาตามอาคารบ้านเรือนไหวกระเพื่อมส่องแสงวิบวับเท่านั้น

" เงียบเหลือเกิน นี่มันเงียบเกินไป " เดโรนิกากระซิบ ดวงตากวาดสำรวจไปทั่วด้วยความระแวดระวัง ทั้งที่สีหน้ายังนิ่งสนิท

ทั้งหมดเดินผ่านอาคารบ้านเรือนต่างๆจนมาถึงน้ำพุกลางเมือง อันเป็นลานกว้างเพื่อพักผ่อน ก่อนที่ทางจะทอดไปสู่พระราชวังที่จะพาออกไปยังป่าตอนเหนือ เวลานั้นเอง เงาตะคุ่มเล็กๆ ได้พุ่งตรงมายังคณะเดินทาง

" ระวัง !" ซิสิเลียร้องเตือน เงานั้นสูงไม่เกินหน้าอกของเธอ มันวิ่งตรงมายังพวกเขา แสงสว่างจางๆบนฝ่ามือทั้งสองข้างปรากฎขึ้นอย่างเตรียมพร้อม

" เดี๋ยวสิ ! นั่นมันเด็กนี่นา " เทซซ่าเพ่งตามองไปในความมืด

จริงดังที่เทซซ่าว่า เมื่อเงานั้นวิ่งตรงมาจนความมืดไม่อาจบดบังสายตาของพวกเขาได้ เงาร่างนั้นก็แค่เพียงเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังวิ่งตรงมาด้วยสีหน้าหวาดกลัว เธอโผเข้ากอดเทซซ่าไว้เสียแน่น

" โอ๋ๆ แม่หนูน้อย มาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้ " เทซซ่าลูบผมของเด็กน้อยพลางถาม

เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้น " หนูหลงทางค่ะ หนูกลัวความมืด พี่ช่วยพาหนูกลับบ้านทีนะคะ " เด็กน้อยเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว

แต่สีหน้าของอักเนสกลับมีความกังขา เธอหรี่ตาเพื่อรวบรวมสมาธิ ควบคุมลมหายใจให้เป็นจังหวะ ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไปยังเด็กน้อย ครู่หนึ่งดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง ดวงหน้าปรากฏความตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

" ออกมา ! ออกมาให้ห่างจากเด็กนั่น !!!" อักเนสร้องตะโกน

" อะไรกันอีก นี่เด็กนะ จะให้ชั้นทิ้งไว้กลางเมืองมืดๆอย่างนี้รึไง ใจดำจริง !" เทซซ่าตำหนิ พร้อมกับส่งสายตาเขียวค้อนใส่อักเนส

แต่นักรบสาวเจ้าของดวงตาสีฟ้าไม่พูดอะไรมากความ เธอสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ปากเผยอเล็กน้อย และแล้วเสียงอันกังวานใสราวระฆังแก้วที่เรียงร้อยเป็นท่วงทำนองเพลงก็ออกมาจากริมฝีปากของเธอ

" เชิญมาเถิดองค์พระเป็นเจ้า

เชิญมาส่องแสงด้วยไฟรักของพระองค์

เชิญมาเถิดองค์พระเป็นเจ้า

เชิญมาเถิดองค์พระเป็นเจ้า "

บทเพลงถูกขับขานซ้ำไปมาด้วยท่วงทำนองอันแสนไพเราะ เสียงของเธอราวกับมีมนตร์วิเศษ เพียงแค่ได้ฟังก็รู้สึกถึงจิตใจอันได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

ขณะที่ทุกคนต่างชื่นชมในรสเพลงอยู่นั้น เด็กหญิงผู้หลงทางกลับมีอาการกระอักกระอ่วน ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างอยู่ในอ้อมแขนของเทซซ่า

" แม่หนูน้อยเป็นอะไรไป ?" สารยเวทสาวร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง

ราวกับความมืดที่ทะยานตนเองออกจากเบื้องลึก ร่างกายของเด็กหญิงบิดเบี้ยวไปอย่างประหลาด มันสั่นเทิ้มและปูดโปนขยายออกจนร่างนั้นเหยียดเกร็งคร่อมร่างของเทซซ่าที่กำลังตื่นตระหนกในเหตุการณ์

" นี่มัน ....." เซราฟดวงตาเบิกกว้าง ร่างของเด็กหญิงที่บัดนี้แปรเปลี่ยนไป มันช่างคุ้นตานัก

" ซัสคิวบัส !!!" เคอิลร้อง นั่นยิ่งช่วยเรียกความมั่นใจในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าแก่เซราฟมากขึ้น ใช่แล้ว ! นางปีศาจตนเดียวกับที่ได้ต่อสู้กับเอมิเลีย

เทซซ่ากรีดร้องด้วยความตระหนกตกใจ ร่างของปีศาจสาวที่คร่อมนางไว้บัดนี้ปีกสีดำทะมึนกางขยายออกกว้างอย่างน่าเกรงขาม

" แกนี่เอง เจ้าเด็กที่อยู่กับแม่ชีชั่วนั่น ! ถึงคราวที่ข้าจะแก้แค้นแล้วสินะ " ปีศาจสาวสบตากับเซราฟก่อนที่จะหันไปตะโกนใส่อักเนสอย่างบ้าคลั่ง " หยุดซะที ! เสียงนั่น ไม่งั้นแม่นี่ไม่รอดแน่ !" ปีศาจสาวคำราม ฝ่ามือจิกคร่อมไปที่ไหล่ของเทซซ่าราวกับราชสีห์ตะครุบเหยื่อปลายเล็บกดลึกลงไปบนเนื้อ เลือดสีแดงไหลซึม เทซซ่าขบฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด

ทว่าเสียงเพลงของอักเนสก็ยังคงขับขานต่อไป เสียงที่กังวานใสของเธอไม่มีทีท่าประหม่าแม้แต่น้อย

" ออกไปจากเธอนะ นังปีศาจ !" ซิสิเลียร้องตะโกน การโจมตีในระยะนี้เป็นอันตรายต่อเทซซ่า

" ก็ให้แม่นั่นหยุดร้องเสียสิ " นางปีศาจตะโกนกลับ เขี้ยวขาววับส่องประกายในความมืด ดวงตาสีแดงดั่งทับทิมทอประกายไปด้วยโทสะ

เสียงเพลงของอักเนสเงียบลง นางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้ง สีหน้าเปี่ยมด้วยศรัทธาก่อนที่บทเพลงบทใหม่จะเริ่มขับขาน

" จงอย่ากังวลใจ จงอย่าได้กลัวเลย

ผู้วางใจในพระเจ้า ไม่ขาดสิ่งใดๆ

จงอย่ากังวลใจ จงอย่าได้กลัวเลย

เพียงพระเจ้า ... เพียงพอ "

และราวกับสายลมที่โบกโบยโอบล้อมกาย ราวกับสายฝนฉ่ำเย็นที่โปรยปราย ราวกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงอาบกายอย่างอ่อนโยน ราวกับละอองหิมะที่อ้อยอิ่งทิ้งกาย เสียงเพลงแห่งความปีติดังก้องอยู่ในโสตประสาทประหนึ่งมนตราโบราญอันศักดิ์สิทธิ์

แต่ร่างกายของซัสคิวบัสกลับสั่นเทิ้ม และเกร็งเหยียด สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะถีบตัวให้ลอยเหนือพื้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะฝากบาดแผลจากกรงเล็บไว้บนไหล่ของเทซซ่าเป็นทางยาว ปีกค้างคาวกางกระพือพยุงร่างไว้ ปีศาจสาวกำมือแน่นยกกำปั้นขึ้นกดใบหู สีหน้าเจ็บปวด ดิ้นพล่านไปมากลางอากาศ

" หยุด ! หยุดซะที ไอ้เพลงบ้านี่ !" นางปีศาจร้องตะโกน แข้งขาป่ายปัดไปมากลางอากาศด้วยความเจ็บปวด

ทว่าบทเพลงสรรเสริญก็ยังคงบรรเลงต่อไป ด้วยท่วงทำนองที่สม่ำเสมอ และศักดิ์สิทธิ์

" หุบปากเสียที !!!" นางปีศาจคำรามก้องอย่าเหลืออด ลู่ปีกพุ่งตรงมายังอักเนสหมายจะโจมตี อักเนสเบี่ยงตัวหลบ จึงทำให้บทเพลงขาดช่วงไป

โดยไม่ปล่อยให้เสียโอกาส นางปีศาจลอยตัวอยู่กลางอากาศกางแผ่ปีกสีดำทะมึนออกกว้าง

" ฟามิลิอา ธรองก์ !!!" เหล่าค้างคาวฝูงใหญ่นับร้อย พุ่งออกมาจากเงามืดในปีกของนาง พวกมันพุ่งเข้าโจมตีเหล่าคณะเดินทางทันที

ฝูงค้างคาวเข้ากรุ้มรุมเหล่าคณะเดินทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระพือปีก และเสียงแหลมเล็กดังระงมไปรอบ

" เซเคร็ท เอดจ์ !!! ชีรับ !!!" ซิสิเลียร้องตะโกนท่ามกลางฝูงค้างคาว แสงสว่างจางๆเกิดขึ้นรอบกายเธอ โล่และดาบคู่กายปรากฎขึ้นกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง เธอฟาดดาบลงกลางฝูงค้างคาว ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของอาวุธ ทันทีที่คมดาบสัมผัสกับตัวค้างคาว พวกมันก็กลับกลายเป็นฝุ่นควันสีเทาอมน้ำตาลฟุ้งกระจาย ผ้าคลุมสีม่วงเข้มโบกสะบัดเผยให้เห็นชุดสีฟ้าอ่อนข้างใน

ฝูงค้างคาวบางตาลง ทำให้ปีศาจสาวสามารถจับจ้องเหล่าศัตรูได้ชัดขึ้น ลายปักบนผ้าคลุมสีม่วงเข้มของเหล่านักรบสาวทั้งสี่ ราวกับกระตุ้นอารมณ์นางให้พลุ่งพล่าน

" นักรบชั้นสูงของศาสนจักรเรอะ ! ข้าช่างโชคดีเสียจริง " นางปีศาจสาวแสยะเขี้ยว

เหล่านักรบทั้งสี่ที่บัดนี้อาวุธครบมือ ก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้าราวกับกองทัพเล็กๆที่คอยปกป้องสิ่งสำคัญ เซราฟ เคอิล และเทซซ่ายืนอยู่เบื้องหลังพวกเธอ ฝูงค้างคาวทั้งหมดที่เหลือต่างบินกลับมาห้อมล้อมตัวซัคคิวบัสไว้

" แต่ว่า ก่อนที่จะเล่นกับข้า เล่นกับของเล่นชิ้นใหม่ของข้าก่อนเถอะ " นางปีศาจพูดเสียงเริงรื่น เส้นผมสีทองสะบัดพริ้วไปตามแรงกระพือของปีก

" แวมไพร์ เอโวเคชั่น !!! (Vampire Evocation!!!)" ริมฝีปากสีแดงสดอัมเอิบอิ่มขยับพยาบอย่างนุ่มนวล

ทันใดนั้นเองเทซซ่าก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน นางกุมแผลที่ไหล่ซึ่งได้รับมาจากการจู่โจมของปีศาจสาว บัดนี้แผลของนางกลับมีสีคล้ำขึ้นราวกับมันกำลังไหม้ หาใช่แต่เพียงความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เข้าจู่โจมเทซซ่าเพียงอย่างเดียวไม่ ความรู้สึกเบื้องลึกในจิตใจของเธอเองก็กำลังเจ็บปวดทรมาน ความดำมืดและชั่วร้ายค่อยๆขยายขอบเขตปกคลุมจิตใจของเธออย่างช้าๆ ความทรงจำ และสติกำลังค่อยๆถูกกลืนกินไปทีละนิด มีแต่เพียงความหิวกระหายในรสชาติของเลือดเนื้อเท่านั้นที่ยิ่งเด่นชัดในหัวสมองของเทซซ่า

สารยเวทสาวร้องอย่างเจ็บปวด มวยผมของเธอหลุดออกปลดปล่อยให้เส้นผมสีม่วงสยายพริ้ว ดวงตาสีม่วงสดเบิกกว้างแววตาขุ่นมัวลง เขี้ยวขาวยาวโง้งออกมาจากริมฝีปากของเธอ ร่างกายของเทซซ่าสั่นเทา สีหน้าแสดงความเจ็บปวดทั้งจากบาดแผลและการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการครอบงำ และแล้ว ... อำนาจมืดก็กำชัย ร่างกายของเธอหยุดสั่น ยืนนิ่งอยู่ชั่วประเดี๋ยว ก่อนที่จะแสยะเขี้ยวพุ่งเข้าหาเซราฟ

และแล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้น ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกอยู่นั้น ทางฝ่ายซัคคิวบัสเองก็ปล่อยฝูงค้างคาวอีกกลุ่มเข้าโจมตีเช่นกัน

" เดโรนิกา ! เคอิล ! ทำลายฝูงค้างคาวซะ ซาเวียร์ ! ไปช่วยเซราฟ ส่วนอักเนสมากับข้า !" ซิสิเลียเริ่มคุมสถานการณ์ทันทีที่สติกลับคืนมา ทุกคนทำตามคำสั่งทันที เดโรนิกาและเคอิลเข้าจัดการฝูงค้างคาว นักเวทย์น้อยร่ายเวทย์ใส่เหล่าค้างคาวโดยมีเดโรนิกาคอยคุ้มกันเพื่อรักษาสมาธิ ซิสิเลียและอักเนสพุ่งเข้าหาปีศาจสาวที่ลอยตัวอย่างอ้อยอิ่งคอยดูเทซซ่าที่โจมตีเซราฟอย่างสนุกสนาน

เทซซ่าที่บัดนี้ได้สูญเสียตัวตนจนสิ้นแล้ว กุมคอเซราฟไว้แน่นหมายจะฝากคมเขี้ยวลงบนร่างกายของเขา นักบวชน้อยพยายามปัดป้อง แต่แรงของเธอมากมายเหลือเกิน ลมหายใจที่เซราฟพยายามตักตวงก็เหลือน้อยเต็มที ฝ่ามือของนักบวชป่ายปัดไปมาหมายจะหาสิ่งช่วยเหลือจนปลายนิ้วสัมผัสถึงถึงโลหะหนักๆที่แขวนอยู่ที่คอ สายประคำกางเขน ! เซราฟยกสายประคำขึ้นจับกางเขนเงินอันจิ๋วประกบเข้ากับหน้าผากของเทซซ่าที่คมเขี้ยวของเธออยู่ห่างจากคอเขาเพียงไม่กี่นิ้ว

เกิดเสียงราวกับเนื้อหนังที่สัมผัสถูกเหล็กร้อนๆ ตามมาด้วยกลิ่นไหม้จางๆลอยแตะจมูก

สารยเวทสาวปล่อยมือผลักเซราฟจนตัวลอย ที่หน้าผากของเธอปรากฎรอยไหม้รูปกางเขนเล็กๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ซาเวียร์เข้ามาถึงพอดี เธอฟาดเทซซ่าด้วยคฑายอดกางเขนจนล้มลง ก่อนที่จะยกด้ามคฑากดแน่นที่เนินอกของสารเวทสาว

" อย่า ! อย่าทำอะไรเธอ " เซราฟวิ่งเข้าไปหาซาเวียร์ แรงกดที่ปลายด้ามคฑามากขึ้นจนเนินอกของเทซซ่าบุ๋มเป็นหลุมลึก มันอยู่เหนือตำแหน่งของหัวใจพอดิบพอดี เพียงแค่นักรบสาวออกแรงกดเพิ่มขึ้นอีก ด้ามคฑาจะแทงทะลุร่างเป็นแน่

" แต่เธอไม่ใช่คนแล้ว ตอนนี้เธอเป็นแวมไพร์ เป็นปีศาจ !" ถึงแม้ซาเวียร์จะพูดเช่นนั้น แต่ดวงตาอันอ่อนโยนของเธอก็ฉายแววลังเลอยู่ไม่น้อย

" มันเป็นคำสาป ... ซัคคิวบัสตนนั้นต้องตาย นางถึงจะกลับคืนมา " เดโรนิกาเอ่ยเสียงเรียบแต่ฟังชัด ตอนนี้ฝูง

ค้างคาวก็หมดไปโดยแทบไม่ทันได้สังเกต

" ได้ยินไหม ! ต้องฆ่ามัน เทซซ่าถึงจะกลับคืนมา !!!" เคอิลตะโกนไปยังอักเนสและซิสิเลียที่กำลังประมือกับปีศาจสาว

นักรบสาวทั้งสองพยายามไล่ต้อนให้ซัคคิวบัสให้จนมุม ด้วยความได้เปรียบที่สามารถบินได้จึงทำให้ยากต่อโจมตี แต่ทางปีศาจสาวเองก็ไม่สามารถเข้าประชิดตัวได้เพราะเกรงกลัวในความศักดิ์สิทธิ์ของอาวุธ

" อย่าหวังว่านังนั่นจะกลับมาได้ง่ายๆ " ปีศาจสาวหัวเราะร่วน ดวงหน้าที่งดงามยิ้มสรวลสดใสดั่งดอกไม้แรกแย้ม ใบหน้าระริกระรี้ลอยเด่นนั้นยิ่งบันดาลโทสะจริตแก่ซิสิเลียเป็นล้นพ้น

" เฟธฟูล l!!!" นักรบสาวตวัดดาบของเธออย่างรวดเร็วด้วยแรงโทสะ คมดาบแสงสีขาวนวลพุ่งออกไปตัดปีกขวาของซัคคิวบัสขาดกระเด็น ร่างนั้นโงนเงนอยู่กลางอากาศก่อนจะร่วงหล่นลงมายังพื้นเบื้องล่าง นักรบสาวทั้งสองย่างสามขุมเข้าไปยังร่างที่นอนพังพาบอยู่กับพื้น ปีศาจสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีแดงทับทิมจับจ้องไปที่ศัตรูอย่างชิงชัง

" สารเลว ! แกเล่นทีเผลอ หมาลอบกัด !" นางร้องอย่างอาฆาตมาดร้าย ริมฝีปากสีแดงสดดั่งเชอร์รี่สั่นระริกด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น

" แล้วที่ทำกับเทซซ่าไม่ใช่หมาลอบกัดรึ ? จงแตกดับไปเสียเถอะ !" ซิสิเลียยกดาบขึ้นเหนือศีรษะหมายจะยุติเรื่องราวให้จบสิ้น

เสียงดาบแหวกอากาศดังหวีดหวิวอย่างน่ากลัว วินาทีที่ดาบจะเข้าสัมผัสกับเรือนร่างอันแบบบางนั้น ราวกับอักเนสจะเห็นรอยยิ้ม ไม่ผิดแน่ ! รอยยิ้มบนใบหน้าของปีศาจสาว รอยยิ้มที่แฝงด้วยชัยชนะ

" เซพาเรชั่น !!! (Separation!!!)" ริมฝีปากเอิบอิ่มเปื้อนยิ้มขยับพยาบเล็กน้อยก่อนที่ร่างกายของนางจะแตกกระจายออกเป็นค้างคาวสีแดงสดนับร้อยบินกระจัดกระจาย ดาบเซเคร็ท เอดจ์จะทบก้อนอิฐจนเกิดประกายไฟ เสียงปีกกระพือของเหล่าค้างคาวฟังดูราวกับเสียงกรีดร้องแห่งชัยชนะ

" มันหนีไปได้ !" ซิสิเลียร้องอย่างหัวเสีย กลุ่มค้างคาวสีแดงบินหายลับไปจนหมด

" เทซซ่าล่ะ ?" อักเนสอุทานขึ้น ทุกคนวิ่งเข้าไปหาเซราฟ และซาเวียร์ที่กำลังกดร่างของสารยเวทสาวให้ตรึงอยู่กับพื้น

" ในเมื่อฆ่ามันไม่ได้ คำสาปก็ถอนไม่ได้ " เดโรนิกาเอ่ยเสียงเรียบชายตามองเทซซ่าอย่าสิ้นหวัง

" มันต้องมีวิธีสิ !" เคอิลขบกรามของเขา ใช้ความคิดอย่างสุดความสามารถ

" ถ้าเอาน้ำมนต์ให้นางกินล่ะ ?" นักบวชตัวน้อยถามขึ้น เขานึกถึงครั้งที่เอมิเลียเคยต่อกรกับซัคคิวบัสเมื่อครั้งก่อน

" นั่นก็ไม่ต่างกับการฆ่านางเท่าไหร่ เพราะนี่ไม่ใช่การติดเชื้อ แต่เป็นคำสาป นางเป็นปีศาจเต็มตัวเสียแล้ว " ซาเวียร์ตอบ เทซซ่าเหวี่ยงมือปัดป่ายด้ามคฑา พร้อมกับกรีดร้องอย่าบ้าคลั่ง ดวงตาที่เคยเป็นสีม่วงของนางกลับเป็นสีเทาขี้เถ้าดูแห้งแล้ง ไม่ผิดจากผิวกายที่ขาวซีดไร้ชีวิต

" ไม่มีเลยรึ หนทางซักทาง ... ได้โปรดเถอะ " เซราฟเดินวนไปมา ดวงตาสีเขียวสดของเขาจับจ้องอยู่ที่ร่างของสารยเวทสาวผู้ต้องสาปอย่างกระวนกระวาย

" ถ้ารอให้พระอาทิตย์ขึ้น นางก็จะถูกแสงอรุณแผดเผา " เดโรนิกาย้ำ เสียงของนางยังคงราบเรียบไม่ต่างจากดวงหน้า

ราวกับความมืดมิดพุ่งเข้ามารอบด้าน ประหนึ่งพวกเขาอยู่กลางห้องปิดตายไร้ทางออก จิตใจของพวกเขาต่างได้คำตอบเพียงหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวเท่านั้นซึ่งนำมายังทางออกที่ดีที่สุด การตัดสินใจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนต่างสบตากันราวกับรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น

" ไม่นะ ! ไม่ ! เราต้องมีทางออกสิ ทุกอย่างต้องมีทางออก " หยาดน้ำตาเม็ดโต ไหลผ่านแก้มสุกปลั่งของเซราฟ

" ได้โปรดเถอะ ... มันต้องมีวิธี " เคอิลเองก็ไม่อาจทนแรงกดดันจากภายในจิตใจ ดวงตาสีดำของเขารื้นน้ำตา

ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ...

ปลายคฑากางเขนของซาเวียร์กดลึกลงบนอกของเทซซ่ามากขึ้นๆ นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง นางได้แต่เพียงดิ้นไปมา แสยะเขี้ยวขาวยาวโง้ง และป่ายปัดด้ามคฑาอย่างหมดทางสู้

" ขอพระองค์ทรงประทานอภัย ..." ซาเวียร์กำด้ามคฑาแน่น เสียงของนางสั่นเครือ

ทุกสายตาเบนหน้าหนี

เซราฟทรุดกายลงกับพื้น เข่าของเขาอ่อนจนรับน้ำหนักตัวไม่ไหว เคอิลก้มลงไปพยุงร่างไว้

เทซซ่ากรีดร้องอีกครั้งอย่างไม่เป็นภาษามนุษย์ หรือว่านางกำลังร้องขอชีวิต ?

" ฉึก !!!"

" ไม่ !!!!!" เซราฟร้องโหยหวนราวกับจะขาดใจ น้ำตาไหลเป็นสายผ่านสองแก้ม

เลือดไหลรินเจิ่งนองไปทั่ว เสียงกรีดร้องของเทซซ่าเบาลง เหลือแต่เพียงเสียงลมหายใจระทวยทอดที่ค่อยๆแผ่วลง ... แผ่วลง ...

.............................................

ป่าเชิงเขา เหนือเมืองแอมโบรเซีย ร่างของเทซซ่านอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนตักของเซราฟที่ร่ำไห้อย่างสุดพรรณนา โดยมีเคอิลนั่งปลอบประโลมอยู่ข้างๆ นักรบสาวทั้งสี่ได้แต่ยืนอยู่ห่างๆ เฝ้ามองภาพแห่งความเศร้าโศกนั้นด้วยดวงจิตอันเศร้าสร้อย

แสงแรกแห่งอรุณส่องสว่างขับไล่ราตรีกาล แสงทองค่อยๆอายบร่างของสารยเวทสาว ที่ค่อยๆแห้งกรอบจนกลายเป็นเพียงฝุ่นเถ้า ฟุ้งปลิวไปตามลมเอื่อยที่พัดลูบไล้ปลอบประโลมความเศร้าโศกแก่เซราฟที่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ

ราวกับโลกทั้งใบตกอยู่ในความเงียบสงัด มีแค่เพียงเสียงร่ำไห้ของเซราฟกับบทเพลงที่ขับขานโดยอักเนส

" อยู่กับเรา พำนักอยู่กับเรา

คืนเฝ้าภาวนา ... คืนเฝ้าภาวนา "


© ลิขสิทธิ์ตามกฏหมายโดย The Seraphim

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๐๐ คำถามสร้างนักเขียน
นวนิยายคุณเขียนได้ด้วยตัวเอง
 

ดั่งไฟพิศวาส
นวนิยายรักเร้าอารมณ์
 

  2009
free writing

โดยหีลิปดา

2009 free writing

 


๕๐๕ แคนโต้แห่งความรัก
 

 

 

  http://www.forwriter.com . © 2005 All rights reserved.