๑๘
เธอร์นีบวางโทรศัพท์ลง สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เนินทรายเตี้ยๆ และต้นปาล์มที่ขึ้นเป็นหย่อมใกล้โขดหินเตี้ยๆ ทำให้บ้านหลังนี้เหมือนถูกซ่อนเร้นเอาไว้จาก บ้านที่ปลูกเรียงเป็นแถวใกล้ชิดกันทางด้านหน้า แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมที่ปิดเผยให้เห็นเพียงลูกตา เต้นระริกขึ้น เมื่อร่างในชุดเสื้อคลุมสีเข้มที่ปกปิดร่างกายเผยให้เห็นเพียงดวงตาไม่ต่างจากเขากำลังเดินตรงมา ความจริงแล้วสตรีที่นี่ไม่จำเป็นจะต้องปกปิดใบหน้าทั้งหมด แต่หากช่วงนี้ ลมแห่งทะเลทรายค่อนข้างแรง จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีสตรีปิดหน้าเช่นนี้ และแม้ว่าเธอจะปิดหน้าตา แต่ความคุ้นเคยในร่างอรชรนั้นทำให้เขารู้ว่าเธอเป็นใคร เลือดในกายหนุ่มร้อนวูบวาบขึ้น ลืมเลือนอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ด้านซ้าย ลืมเลือนถ้อยคำย้ำโกรธเกรี้ยวของนายพลฟาริกเสียสิ้น เมื่อคิดว่าอีกไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนากำลังจะมาถึง เหมือนร่างที่เยื้องย่างใกล้เข้ามา
ร่างในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มก้าวตรงไปยังบ้านอิฐโทรมๆหลังนั้นอย่างไม่วอกแวก และเมื่อถึงประตูไม้สีดำมือขาวเรียวก็ผลักบานประตูเข้าไปอย่างมั่นใจ และทันทีที่ประตูปิดลงด้านหลัง ร่างของเธอก็ถูกกอดแน่น ผ้าคลุมหัวถูกกระชากออก กายหนุ่มเบียดชิดหาเธอราวกับจะผสานร่างให้เป็นหนึ่งริมฝีปากของเธอถูกทาบทับประกับดูดดื่มอย่างหิวกระหาย เธอปล่อยให้เขาแสดงอารมณ์นั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อยเบี่ยงกายออกเอามือยันอกเขาไว้ พูดด้วยเสียงทอดอ่อนหวานแต่เด็ดขาดนักว่า
พอแล้ว อัสมา บอกว่าคุณอยากเจอฉัน
เธอร์นีบปล่อยร่างนั้นอย่างเสียดาย เขาเองต้องเก็บความต้องการ ปล่อยให้เธอคิดว่าบงการเขาได้ต่อไป อีกไม่นานนักหรอกหากแผนการเสร็จสิ้น ผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นของเขาอย่างที่เธอต้องเสนอตัวเองเชียวล่ะ?
ผมอยากรู้ว่า ทำไมคุณเอาอองตียามาด้วย
ใบหน้างามยวนใจสะบัดผ้าคลุมผมที่ถูกกระชากออกเมื่อครู่จัดแจงคลุมมันเข้าไปใหม่ แต่ริมฝีปากที่เห่อเพราะถูกจูบรุนแรงเมื่อครู่ก็ยังแย้มยวนว่า
ทำไม เป็นห่วงภรรยาในอนาคตของคุณเหรอ?
คุณก็รู้ หัวใจผมอยู่ที่ใคร ซาลีมา
ซาลีมา มิได้แสดงความปลาบปลื้มกับถ้อยคำหวาน สายตาหลุบต่ำปิดบังความรู้สึกหยันน้อยๆ เธอร์นีบก็เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่หลงใหลปรารถนาในเรือนร่างของเธอ แต่ความทะเยอทะยานและความกล้าของเขา ที่เข้าที่เข้าทางกับจุดหมายของเธอ มันจำเป็นอยู่เองที่เธอต้องยอมให้เขาหาเศษหาเลยเอาบ้าง เพื่อให้งานของเธอสำเร็จ
ฉันทำในส่วนของฉันเรียบร้อยแล้ว คุณล่ะ เตรียมพร้อมแล้วยัง สายตาเธอกวาดไปที่ร่างเขา เมื่อเห็นบาดแผลที่ไหล่ก็ถามว่า ปะทะกับอาคินมาใช่ไหม?
เธอร์นีบยิ้มเหี้ยมๆ ใช่ แต่มันก็เจ็บไม่ต่างจากผมหรอก
เราคุยกันแล้วนะ เรื่องอาคิน
ผมรู้ว่าคุณต้องการจัดการอาคินเอง ไม่ต้องห่วงผมเก็บเขาไว้ให้คุณแน่
คำพูดส่อนัยรู้ทันทำให้ซาลีมาต้องแก้ว่า
ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก ฉันไม่ต้องการเพื่อตัวเอง แต่เป็นนูรา ตอนนี้ชี้คคาริบทาบทามนูราเอาไว้แล้ว ฉันเชื่อว่าเขาต้องการให้อาคินแต่งงานเสียที
อาคินแต่งงานกับนูรา ซาลีมาแต่งงานกับเจ้าชายมิคาอิล งานนี้อับดุลอาซีซมีแต่ได้กับได้ เพราะไม่ว่าเขาจะไปยืนอยู่ข้างไหนระหว่างฟาริก และ ราชวงศ์ ต่างก็มีเหตุผลทั้งนั้น
ตอนนี้อาคินถึงไหนแล้ว?
คำถามที่พยายามทำให้เหมือนธรรมดา ไม่อาจจะผ่านการสังเกตของเธอร์นีบไปได้ เขานึกชมความช่างฉลาดล้ำของเธอนัก
ผมคิดว่าวันนี้เขาน่าจะไปพักที่ลาเลย์ซา
ฉันนึกว่าเขาจะตรงดิ่งเข้าเดเรมเร
เพราะผู้หญิงคนนั้น เธอร์นีบบอกอย่างมั่นใจ นึกเยาะหยันเมื่อเห็นสีหน้าซาลีมาเปลี่ยนไป น่าแปลกที่ผู้หญิงคนนั้นสามารถทำให้ ซาลีมาหวั่นไหวได้ถึงเพียงนั้น
ผมได้ข่าวมาว่า พวกหัวหน้าเผ่าประมาณสิบหรือยี่สิบอาจจะไปชุมนุมกันที่นั่น หลังจากกลับจากงานแต่งของรามานด้วย
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน มองหน้าเป็นเชิงถามทันที
รามานแต่งงาน ไม่ใช่เดือนหน้าหรอกหรือ?
เลื่อนเข้ามากระทันหัน ก็คงเป็นแผนของอาคินนั่นแหละ
อ้อ...ผมเห็นยัยเด็กคนนั้นด้วยนะ
ใคร?
น้องสาวของเบอร์ฮาน
ชื่อของเบอร์ฮานทำให้ลมหายใจซาลีมาสะดุด เล็กน้อยก่อนจะถามว่า
อาคินพาคาริดากลับมาทำไม?
คุณก็ลองเดาเอาสิ
สำหรับเธอแล้ว คาริดาไม่น่าจะมีพิษสงอะไร เธอไม่เชื่อว่าอาคินจะรักเด็กคนนั้นได้ เพราะเขารับอุปการะคาริดาทันทีที่เกิดเรื่องกับเบอร์ฮาน ซาลีมาไม่ได้วิตกในเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยอมรับกับตัวเองเหมือนกันว่า เธอเกลียดชังท่าทีก้าวร้าวของคาริดา และความหยาบหยามที่หล่อนแสดงต่อเธอทุกครั้งที่เห็น แม้แต่กับเจ้าชายมิคาอิลก็ไม่เว้น ซึ่งมันออกจะทำให้เธอขุ่นเคืองไม่น้อยที่ เจ้าชายแม้จะกริ้วแต่ก็อภัยให้เจ้าหล่อนทุกครั้ง พอๆ กับเธอที่ต้องกล้ำกลืนแสดงความอดทนและปรารถนาดีต่อหล่อนกลับไปอย่างมีเมตตา แต่หากแผนการของเธอสำเร็จลงเมื่อไหร่ สิ่งที่เธอจะทำก็คือ เสนอแนะให้อาคินหาสามีให้หล่อน ไปเสียให้พ้นๆ จากเขาเสีย นี่นับว่าเป็นความเมตตาจากเธออย่างที่หล่อนไม่สมควรจะได้รับด้วยซ้ำไป
เรื่องน้องสาวของเบอร์ฮานคงไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แต่รู้ข่าวลืออะไรไหม?
เสียงเธอร์นีบเนิบนาบราวกับเกาะกุมสิ่งสำคัญเอาไว้ตอนหลัง ทำให้ซาลีมาต้องหันไปจ้องเขา แล้วรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาเยาะๆของเขามองมายังเธอ
อาคินบอกกับยูซุฟว่ามิสคนนั้นเป็นภรรยาของเขา
ไม่จริง ! เสียงซาลีมาห้วนเด็ดขาด ดวงวาวโรจน์ดุดันขึ้นมาทันที
เธอร์นีบหัวเราะ มองซาลีมาอย่างรู้ทันอีกครั้ง เขาชอบนักเวลาที่สามารถทำให้เธอเผลอตัวแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมา และเขาไม่วายที่จะตอกย้ำไปอีกว่า
คุณมีความรู้สึกเหมือนผมไหม? ผู้หญิงคนนั้นมาจากเมืองไทย และเบอร์ฮานก็อยู่เมืองไทย มันมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับลางสังหรณ์ว่า เธอมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเบอร์ฮาน
ซาลีมากัดริมฝีปากแน่น จ้องเธอร็นีบเขม็ง เมื่อเค้นเสียงราวกับเคียดแค้นนักออกมาว่า
คุณน่าจะหักคอหล่อนพร้อมกับคาฮิลไปเลย
เธอร์นีบเลื่อนตัวเขามาใกล้ ใช้มือไล้ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวาของซาลีมาอย่างแผ่วเบา
อย่าโกรธนักเลย หากคุณต้องการให้หล่อนตาย หล่อนก็ต้องตาย เพื่อคุณผมทำได้ทุกอย่าง
คลื่นความร้อนที่แผ่จากปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ซาลีมาต้องขยับถอยห่าง หากเธอไม่ควบคุมอารมณ์โกรธ เธอร์นีบก็จะใช้มันเล่นงานเธอเสมอ นี่คือสิ่งที่เธอเกลียดและขยะแขยงเขาที่รู้ทันเธอ
คุณจัดการเรื่องฮัซซาร์ ให้เรียบร้อยเถอะ ไม่ต้องยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น เสียงเธอกลับมาเย็นชา อีกอย่างฮัซซาร์เขามีอิทธิพลไม่น้อย คนของเขาต่างก็จงรักภักดี...อย่าให้มันเกิดใกล้ทอร์กาเชียวนะ อย่างน้อยก็ให้เป็นทุ่งหินแดงโน่นเหมือนกันเถอะ
รับรองว่า กลุ่มผู้ก่อการร้าย จะได้หน้าไปในที่สุดสำหรับงานนี้ เธอร์นีบบอกเหี้ยมๆ แต่คุณต้องกัน อองตียาไว้ด้วย?
รอยยิ้มขุ่นๆผุดขึ้นที่ใบหน้าคมขำ แม้จะคิดว่าชายผู้นี้ตกเป็นทาสเสน่หาของเธอจนหมดใจ แต่ซาลีมาก็ไม่ชอบนักที่จะให้เขาแสดงความห่วงใยหญิงอื่น
อย่าห่วงภรรยาในอนาคตของคุณเลยเธอร์นีบ ฉันจะดูแลให้เป็นอย่างดี ฉันจะกลับล่ะ
ซาลีมาขยับมือจะตวัดจัดผ้าคลุมหน้าแต่เธอร์นีบรั้งร่างเธอเข้ามาใกล้ มือของเขา ทาบทับที่หน้าอก คลื่นความร้อนวาบในเส้นเลือด
อยู่กับผมต่อสักนิดเถอะ
เธอผลักเขาออก อัสมารอคุณอยู่ข้างนอก อย่ามาเสียเวลากับฉันเลย
หญิงสาวตวัดผ้าคลุมใบหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาคมงามซึ้งก่อนที่จะเดินออกไป
ร่างซาลีมาลับออกไปเพียงชั่วครู่ ร่างในชุดดำแบบบางก็เปิดประตูเข้ามา เธอร์นีบไม่สนใจจะไถ่ถาม อารมณ์อยากปลดปล่อย ไม่ได้ได้ทำให้เขาเปิดผ้าคลุมหน้านั้นออกด้วยซ้ำเมื่อระบายความใคร่ของตัวเองให้หมดไป ในชั่วไม่กี่นาที เขาก็ลุกขึ้นมองออกหน้าต่าง แผ่นหลังของซาลีมายังเห็นอยู่ไหวๆ
ความคิดชั่วร้ายของซาลีมา ทำไมเขาจะไม่รู้เท่า หล่อนย้ำนักย้ำหนาว่ารักเจ้าชายมิคาอิล หากได้แต่งงานกับเจ้าชายมิคาอิล กลายเป็นรานีเมื่อไหร่ เขาไม่คิดว่าความทะเยอทะยานอยากของเธอจะหยุดเพียงแค่นี้ สิ่งต่อไปที่เธอจะทำ ก็คือ ต้องมีพระโอรสเพื่อจะได้เป็นทายาทสืบราชบัลลังถ์ จากนั้นเขาเชื่อว่าไม่เกินสองปีเธอก็ทำให้ตัวเองเป็นรานีหม้าย ถึงตอนนั้น ด้วยความสนิทสนมรักใคร่ผูกพันธ์กันที่เธอใช้เป็นเบ็ดเกี่ยวกับอาคินเสมอมา จะถูกมารยาหญิงของรานีหม้ายผู้น่าสงสารนำมาใช้ จนทำให้อาคินหันมาดูแลเธอ และอยู่กับเธอตลอดกาล
เธอร์นีบยิ้มเหี้ยมๆ เขาไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเธอถึงต้องฆ่าผู้หญิงทุกคนที่อยู่ใกล้อาคิน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เธอมีลางสังหรณ์ว่าจะแยกอาคินไปจากเธอ ผู้หญิงที่จะอยู่กับซาลีมาได้ ต้องเก็บความลับได้เก่ง และพูดไม่ได้ ...ไม่ใช่โดยกำเนิด... แต่จากการทำให้พูดไม่ได้ จิตใจโหดร้ายของเธอบางทีเขายังนึกผวา...แต่เรือนร่างเธอมันก็ช่างท้าทายเขาดีนัก ไม่ว่ายังไงเรื่องเจ้าชายนั้นเขาจะทำให้เธอสมหวัง แต่สำหรับอาคิน...เขาจะไม่ปล่อยให้เอาไว้เป็นเสี้ยนหนาม พอๆกับผู้พันฮัซซาร์นั่นแหละ
เธอร์นีบละสายตาจากหน้าต่างกลับมา ก็พอดีกับร่างเล็กบอบบางในชุดดำกำลังก้าวเดินออกไปอย่างเงียบงัน ราวกับไม่ได้เข้ามาเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ให้กับเขา มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาทำกับหล่อนอย่างนี้ แต่เป็นทุกครั้งที่ลอบไปหาซาลีมาที่บ้านพักที่บัคลาด้วยซ้ำไป...หลายครั้งที่ซาลีมา เป็นคนปลุกเขา แต่ให้อัสมาเป็นคนดับ แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับซาลีมาที่ทำกับเขาแบบนี้ เธอร์นีบสัญญากับตัวเองพร้อมรอยยิ้มอย่างมั่นใจ
ซาลีมาเดินลัดเลาะไปตามซอกแคบๆของบ้านที่สร้างติดกันจนไม่เหลือที่จะให้เดิน แต่เมื่อพ้นจากซอกแคบนี้ เธอก็เห็นร่างสูงของผู้พันฮัซซาร์ กำลังคุยอยู่กับคนของเขา และมาลิกคนเลี้ยงม้าของพ่อเธอ อยู่ต่อหน้าพวกเขาคือม้าอาหรับพันธ์ดีสามสี่ตัว
บางอย่างในตัวฮัซซาร์ทำให้เธอคิดถึงอาคิน ชายทั้งคู่มีความเก่งกล้าหาญและจงรักภักดีพอกัน เพียงแต่อยู่กันคนละฝ่าย อีกทั้งเรื่องฐานะก็ต่างกันสุดกู่ อาคินร่ำรวย แต่ฮัซซาร์มีกองกำลังเป็นของตัวเอง แม้ว่าจริงๆแล้วจะเป็นการถูกใช้ผ่านนายพลฟาริก น่าเสียดาย ที่ทั้งคู่ ต่างมองผ่านเธอไปยังหน้าที่ความรับผิดชอบเสียก่อน แต่พ่อของเธอชอบผู้พันฮัซซาร์ ในด้านความจงรักภักดีมากกว่าเธอร์นีบ พ่อรักอยากมีลูกชาย แต่หลังจากที่แต่งแล้วหย่าและมีภรรยาคนสุดท้ายที่นับได้ว่าอยู่ในอันดับที่เกือบสิบ พ่อจึงมีลูกชายเล็กๆ คนหนึ่ง รักและหลงใหลยิ่งนัก แต่ซาลีมาเกลียด ภรรยาคนที่สิบของพ่อ อายุน้อยกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะรูปร่างอวบอั๋น ผิวงาม และให้กำเนิดบุตรชาย เจ้าหล่อนผู้นั้นจึงเป็นที่หลงใหลของอับดุลอาซีซยิ่งนัก มันน่าขัดใจยิ่งนักที่น้องสาวของหล่อน นูรา ก็ถูกทาบทามไปให้อาคิน แต่อย่าหมายเลยว่าจะสมหวัง ชั่วชีวิตนี้หากเธอไม่ได้อาคิน ก็อย่าหมายว่าคนอื่นจะได้ ยัยผุ้หญิงต่างชาตินั่นก็ช่างดวงแข็ง หากมือสังหารจัดการหล่อนไม่ได้ เห็นทีเธอจะต้องลงมือเองเสียแล้ว วันนี้เธอต้องจัดการให้อองตียาได้เดินทางไปพักที่เดเรมเร ที่นั่นจะใกล้ลาเลย์ซากว่านี้ และคืนนี้เธออาจจะเป็นฝ่ายรุกอาคินเสียเอง
ฮัซซาร์มองเห็นร่างในชุดสีเข้มนั้นตั้งแต่ออกจากซอกแคบระหว่างบ้านอิฐนั้นแล้ว และเมื่อร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเห็นเป็นซาลีมา เธอมาทำอะไรแถวนี้ ที่ๆ ตรงนี้เป็นส่วนของท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโรงเลี้ยงม้าของอับดุลอาซีซ แต่ชายหนุ่มกวาดสายตามองเธอแล้วขมวดคิ้วนิดๆ เท่านั้นก่อนจะหันไปสนใจกับม้าสีน้ำตาลตามเดิม
ซาลีมาไม่ชอบท่าทีนี้ของเขา เพราะมันดูแข็งกระด้าง อาคินยังมีความเป็นสุภาพบุรุษอ่อนโยนกับเธอกว่านี้ แต่ก็ช่างเถอะ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เธอจะนึกเสียดายผู้ชายคนนี้
ผู้พันมาอยู่นี่เอง เธอทักทายใบหน้ายิ้มละไม ก่อนจะทำทีหันหน้าไปมา อองตียาไม่ได้ออกมากับคุณหรือ?
เปล่า ฮัซซาร์ตอบอย่างไม่สนใจนัก
เอ...แล้วไปไหนนะเช้านี้ ฉันยังไม่เห็นเลย หรือจะไปเดินเล่นหลงทางเสียแล้วก็ไม่รู้
น้ำเสียงของซาลีมาไม่จริงจัง คล้ายจะกระเซ้าเขาเล่นเสียมากกว่า เพราะอองตียาไม่น่าจะหลงเพราะ ที่นี่ไม่ได้ใหญ่โต เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างจากทอร์กาประมาณสิบกิโลเมตร มีถนนเชื่อมต่อกันด้วยซ้ำเขาไม่ได้ใช้เส้นทางรถยนต์มาที่นี่ แต่ใช้เฮลิคอปเตอร์มาลงจอดที่นี่แทนทอร์กา ด้วยเหตุผลสำคัญคือ อับดุลอาซีซสั่งห้ามเครื่องบินทุกลำบินผ่านทอร์กา คำสั่งนี้เป็นที่เคารพปฏิบัติตามเพราะหากไม่ฟังแล้ว เครื่องอาจจะถูกยิงตกได้ง่ายๆ แต่การตัดสินใจของซาลีมาและอองตียา ก็ราวกับว่าจะทั้งคู่ก็ตกลงใจที่จะพักอยู่ที่นี่แทนการไปอยู่ทีทอร์กาในระหว่างการมาเพื่อเยี่ยมคำนับอับดุลอาซีซตามคำอ้างของซาลีมา ซึ่งเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่ใช่ และเฉยเสีย และเช้านี้ เขาก็ไม่คิดว่าอองตียาจะพิสมัยการเดินเล่นตอนเช้าในทะเลทราย เพราะตั้งแต่มาถึง หญิงสาวก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง เขาไม่รู้ว่าเธอไม่สบายหรือเปล่ากับอากาศที่ร้อนแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่นทรายอย่างนี้ เพราะเท่าที่รู้ อองตียาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมากกว่า อยู่ที่วาโซดิเนีย และน้อยครั้งที่จะเฉียดใกล้ทะเลทราย หากคิดจะมา เธอก็จะมาพร้อมกับนายพลฟาร์ริกซึ่งตระเตรียมเครื่องอำนวยสะดวกทุกอย่างมาอย่างพร้อมพรั่ง
เอ...เจ้าม้าตัวนี้ดูคุ้นๆ นะ
เสียงของซาลีมาทำให้ฮัซซาร์มองไปยังเธอ ซึ่งก็เห็นหญิงสาวเดินเข้าไปหาเจ้าม้าสำน้ำตาลแดง แนบแก้มเข้าไปที่ลำตัวมันอย่างรักใคร่
เจ้าคายัค ใช่ไหมนี่ ดูสิไม่เห็นมันมาตั้งสองปีแล้ว ดูองอาจขึ้นตั้งเยอะ แล้วเธอก็หันมาทางเขายิ้มอย่างยั่วเย้าเช่นเดิมว่า
ผู้พันสนใจตัวไหน ฉันจะบอกพ่อลดราคาให้ แต่ฉันไม่ยอมให้เจ้าคายัคหรอกนะ มันดีเกินไปสำหรับคุณ
อับดุลอาซีซ เพาะพันธ์ม้าอาหรับที่เก่งเลื่องชื่อ สนามม้าทั่ววาโซดิเนียต่างรู้จักดี เขาไม่แปลกใจเลยหากซาลีมาจะเรียนรู้เกี่ยวกับม้าและควบขับมันได้ดีราวกับจ็อกกี้มืออาชีพ ความสามารถของเธอนั้นมีพอๆกับความสวย เขาเชื่ออย่างนั้น
ขี่ม้า ไปตามหาอองตียากันไหม?
เธอชวนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น แต่ฮัซซาร์ก็รู้สึกเหมือนเดิมนั่นแหละว่า เธอไม่จริงจัง ชายหนุ่มหันไปพูดอะไรบางอย่างกับมาลิก แล้วก็หันมาที่เธอ
บางทีอองตียา อาจจะรอกินอาหารเช้าแล้วก็ได้
เขาไม่ได้เชิญชวนให้เธอเดินกลับไปด้วยกัน แต่เดินนำหน้าไปยังอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีบ้านสีขาวหลังเล็กๆ ปลูกแยกออกไป ที่ตรงนั้นเป็นบ้านพักของอับดุลอาซีซ ที่แวะเวียนมาดูฝูงม้าของเขา และถูกใช้เป็นที่รับรองแขกได้เป็นอย่างดีในท้องทะเลทรายที่ร้อนระอุเช่นนี้
ซาลีมาเม้มปากอย่างขุ่นเคืองกับท่าทีของฮัซซาร์ แต่ก็เร่งฝีเท้า ให้เดินเคียงคู่ไปกับเขา เธอคิดว่าผู้พันฮัซซาร์ มีความห่วงใยต่ออองตียาไม่น้อย และนั่นมันก็ทำให้เธออดจะขุ่นมัวในอารมณ์ไม่ได้ ยัยผู้หญิงโง่ เอาแต่ใจตัวเองอย่างนั้น ไม่น่าจะทำให้เขามีใจต่อหล่อนได้เลย แม่นั่นน่าจะเดินหลงทางถูกงูหรือแมลงป่องกัดตายไปเลย
ความเข้าใจของซาลีมานั้นถูกต้องเพียงครึ่งเดียว อองตียาออกมาเดินเล่นจริง แต่เธอไม่ได้หลงทาง หลังจากที่เดินขึ้นถึงยอดสันทรายแห่งหนึ่ง เธอก็ทรุดตัวนั่ง ใช้กล้องส่องทางไกลที่ติดมือมา มองไปรอบๆ อากาศยามเช้าทำให้เธอสดชื่นขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะอึดอัดกับการที่ต้องทนอยู่กับความร้อนอย่างที่ต้องคิดทั้งคืนนี้ว่า เธอไม่น่าหลงลมซาลีมา คิดมาตามหาอาคินที่นี่เลย แปลกนักที่ยามนี้ชื่อของอาคินก็ไม่ได้ทำให้เธอกระตือรือร้นที่อยากจะเจอเช่นเมื่อก่อน ความลำบากที่ได้รับกระมังทำให้เธอรู้สึกเนือยๆ กับการที่ต้องวิ่งตามอาคิน
หญิงสาวมองผ่านกล้องไปเรื่อยๆ ก่อนจะย้อนมองกลับเข้าไปที่ท้ายหมู่บ้าน ร่างในชุดดำที่เป็นเหมือนจุดเล็กๆ ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านโทรมๆ หลังหนึ่ง อองตียาปรับเลนส์ให้ซูมใกล้ขึ้นอย่างไม่จงใจ นัก แต่แล้วร่างในชุดสีเข้มก็เปิดประตูออกมา และร่างในชุดดำเมื่อครู่ก็ผลุบเข้าไปแทน
อองตียาลดกล้องลงพลางขมวดคิ้ว คิดสงสัยว่าอาจจะเป็น ซาลีมาและอัสมา สองคนนั่นอาจจะเข้าไปเยี่ยมญาติก็ได้ หญิงสาวหมดความสนใจเมื่อส่ายกล้องไปยังที่ราบอีกด้านของหมู่บ้าน ที่มีโรงเลี้ยงม้า สายตาจับนิ่งที่ผู้พันฮัซซาร์ มาถึงที่นี่ เธอแทบจะไม่ได้เจอหน้าเขา เมื่อวานหลังจากนั่งรถจี๊ปไปที่ทอร์กาเพื่อเยี่ยมเยียนอับดุลอาซีซทั้งวันแล้ว พอกลับมาเธอก็ไม่เห็นเขาหน้าเขาอีกเลย ซาลีมาจะเลือกมาพักที่นี่ แทนที่จะอยู่ที่ทอร์กาเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวของเธอ
พ่อมีเมียใหม่ ฉันไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น
นี่เป็นเหตุผลที่ซาลีมาบอกกับเธอตรงๆ และอองตียาก็รับได้ เพราะเข้าใจดีว่า การที่พ่อมีเมียใหม่นั้น มันทำร้ายจิตใจลูกสาวเพียงใด เธอเองก็สนิทกับพ่อ แม้ท่านจะไม่ได้แสดงออกถึงความรักสนิมสนมมากนัก แต่มันก็สื่อถึงหัวใจได้ และการมาพักที่นี่ ก็จะได้พ้นไปจากกฏเกณฑ์ ของคนหัวเก่าอย่างอับดุลอาซีซ อีกด้วย อยู่ที่ทอร์กา อย่าหมายว่า ผู้หญิงจะได้ไปนั่งร่วมกับผู้ชาย อับดุลอาซีซ ถือธรรมเนียมนี้เสียจนเธอคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นพ่อของซาลีมา รานีในอนาคตของวาโซดิเนีย แต่เบี้องหลังที่เธอรู้ก็คือ เขาเป็นนักค้าอาวุธ นี่เป็นธุรกิจที่พ่อและอับดุลอาซีซมีร่วมกัน อองตียาไม่สงสัยในสิ่งที่พ่อทำ ในเมื่อพ่อก็เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ย่อมมีธุรกิจเกี่ยวกับอาวุธมาปะปน และเธอก็ไม่แปลกใจเลยที่อับดุลอาซีซ จะคุ้นเคยและแทบจะเรียกได้ว่า โปรดปรานผู้พันฮัซซาร์ไม่น้อย
แล้วร่างของสตรีในชุดสีเข้มที่เธอเห็นเมื่อครู่ ก็ออกมาจากซอกแคบๆ อองตียาเขม้นมองอีกครั้งและก็ทำให้ความคิดที่เธอมองว่าเป็นซาลีมานั้นถูกต้องเมื่อร่างนั้นเอาผ้าคลุมหน้าออกแล้วเดินตรงเข้าไปหาผู้พันฮัซซาร์ อองตียามองภาพคนเหล่านั้น เหมือนดูหนังเงียบจนกระทั่ง ฮัซซาร์เดินผละออกไป โดยที่ซาลีมาเดินตามไปติดๆ
อองตียาเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อจู่ๆซาลีมาก็เหมือนจะสะดุดอะไรสักอย่างแล้วผวาไปหาฮัซซาร์ซึ่งใช้มือประคองเธอเอาไว้อย่างทันท่วงทีก่อนจะที่ซาลีมาจะเกาะกุมแขนฮัซซาร์เดินเคียงข้างกันไป
หญิงสาวส่องกล้องกลับไปยังบ้านหลังนั้นอีกครั้ง หญิงสาวในชุดดำเดินห่างออกมาจากบ้านแล้ว อองตียาลดกล้องในมือลง ผลุนผลันจะลุกขึ้น แต่คงเพราะนั่งอยู่นานการทรงตัวไม่ดีนัก ขาเธอจึงปัดเป๋ล้มลงไป กล้องในมือหลุดกระเด็น อองตียา หยิบกล้องขึ้นมาเป่าทรายออกมองส่องออกไป แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อร่างชายคนหนึ่งที่คุ้นตาก็เดินออกมาจากบ้านโทรมๆหลังนั้น หญิงสาวขมวดคิ้วชิด อย่างสงสัย
เธอร์นีบมาทำอะไรที่นี่ ?
มีรถโฟววีลที่ติดป้ายบริษัททัวร์จอดอยู่หน้า บ้านอิฐดิบชั้นเดียว ที่ปลูกเรียงเป็นแถวยาว ดูเหมือนกันไปหมด แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้อาคินสนใจ หรือมองหาเป้าหมายผิดไป เมื่อเขาเดินดุ่มไปยังหลังที่มีกระถางต้นไม้สีแดงหลังที่สามจากทางซ้ายมือ ชายหนุ่มเคาะประตูและรออยู่ชั่วครู่ จึงได้ยินเสียงเปิดล็อก และเขาก็ต้องทำหน้าประหลาดใจเสียเองเมื่อเห็นคนที่มาเปิดคือเจ้าชายมิคาอิล
ทำไมมาอยู่นี่
เขาถามกวาดสายตาไปทั่วห้องไม่มีคาริดาอยู่ จะมีก็แต่เพียง ไรอันที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตรงมุมใกล้หน้าต่าง ข้างหน้าไรอันคือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค และอุปกรณ์วิทยุสื่อสารเท่านั้น
คาริดาไปไหน?
ห้องโน้น ฉันเบื่อที่จะนั่งๆนอนๆเลยมาที่นี่ รับสั่งแล้วก็ดำเนินไปบรรทมเหยียดที่เก้าอี้ยาว ตัวที่ไม่ห่างจากโต๊ะไรอันนัก ก่อนจะรับสั่งว่า มีข่าวใหม่มาแล้ว สนุกมาก
มีข่าวอะไร?
อาคินยิงคำถาม เดินไปยังไรอันทันที
นายพลนาร์ยิบติดต่อมา ให้เร่งนำเสด็จเร็วขึ้น เพราะฟาริกกำลังจะเดินทางไปทูลขอให้เลื่อนงานราชาภิเษก และตอนนี้ ก็พยายามจะติดต่อไม่ให้หัวหน้าเผ่าต่างๆ เดินทางไปคาเดียร่า
สีหน้าอาคินขรึมเครียด ขึ้นมาทันที แม้คิดเตรียมรับมือกับแผนนี้เอาไว้ โดยจะให้นายพลนาร์ยิบประกาศว่าเจ้าชายมิคาอิลอยู่ในอารักขาแล้ว แต่มันก็เสี่ยง หากเมื่อถึงเวลาแล้วไม่มีเจ้าชายไปปรากฏพระองค์ นายพลนาร์ยิบก็จะพลอยเสียเครดิตไปด้วย วาโซดิเนียก็มีเผ่าต่างๆ อยู่ร่วมกว่าร้อยเผ่า ฟาริกคงจะควบคุมไม่ถึง และที่มาในงานแต่งงานรามานนี่ก็ไม่น้อย เช้าที่เจอกับยูซุฟ ก็ได้เสนอให้เจ้าชายปรากฏตัว อย่างน้อยกับพวกหัวหน้าเผ่าที่มา แต่อาคินปฏิเสธไปทันที เขาไม่นึกเกรงตอนเจอ แต่หากแยกย้ายกันไปนี่ล่ะ ใครจะรับประกันได้ว่า เขาและเจ้าชายจะไม่โดนล้อมกรอบ พวกอัลอานาสนั้นยังพอรู้ว่าใครเป็นใคร แต่พวกหัวหน้าเผ่าต่างๆ มีคนลูกน้องปะปนเข้ามา มันยากที่จะป้องกัน ทำอะไรผิดพลาดลงไป ก็จะลุกลามไปใหญ่
ผู้พันฮัซซาร์ พักอยู่ที่หมู่บ้านคาราอีน ไรอันรายงานต่อ
คาราอีนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทุ่งหินแดง ห่างจากทอร์กาไม่ถึงสิบกิโลเมตร หากผู้พันฮัซซาร์อยู่ที่นั่น เขาเองก็คงเลือกที่จะไปตั้งฐานอยู่ เดเรมเรหมู่บ้านเก่าๆแก่ใจกลางเอริก์เลย์ลาทีเดียว และมันก็ห่างจากคาราอีนไปทางใต้ประมาณสิบกว่ากิโลเท่านั้นเอง คงยากที่จะหลีกเลี่ยงกัน อาคินแน่ใจว่างานนี้ คงจะต้องเจอกับผู้พันฮัซซาร์อีกแน่
ฮัซซาร์มีคนติดตามไหม?
ล่วงหน้ามาก่อนประมาณห้าครับ แต่ที่มากับเครื่องแค่สองรวมคนขับเครื่องบิน
แสดงว่าผู้พันฮัซซาร์ไม่ได้ตั้งใจมาพบกับเขา เป็นการพาซาลีมาและอองตียามาทอร์กาเท่านั้น แต่ยังไงเขายังคาดเดาไม่ได้ก็คือ ผู้พันฮัซซาร์ล่วงรู้และอยู่ร่วมในแผนการณ์ของนายพลฟาริกหรือเปล่า หรือจะมีเพียงหน่วยอัลอานาสเท่านั้นที่จะลงมือในเรื่องนี้
ลาบีบติดต่อกลับมาแล้วยัง?
ยังครับ
อาคินขมวดคิ้ว ลาบีบไม่น่าจะใช้เวลาเกินสองชั่วโมงในการพาระรินดาวไปยังหมู่บ้านลาเลย์ซา แต่เมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้ง อาคินก็ถอนหายใจ เขาอาจจะกังวลใจมากไปก็ได้
ถ้าติดต่อมา แจ้งทันที ไปห้องโน้นกัน ตอนท้ายเขาเพยิดหน้าชวนเจ้าชายมิคาอิล และเดินไปยังผนังห้องอีกด้าน ผลักมันเบาๆ ก็กลายเป็นประตูเปิดไปยังอีกห้อง ที่โอ่โถงและสบายกว่า
คาริดาที่นั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะใกล้หน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมามอง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นอาคินและเจ้าชายมิคาอิลเลยก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
อาคินเดินไปที่โต๊ะเตี้ยๆ กลางห้อง ที่มีถาดผลไม้วางอยู่ เขาหยิบส้มขึ้นมาก่อนทุ่มตัวลงไปที่เบาะรองนั่ง เหยียดขายาว ขณะที่เจ้าชายมิคาอิลเองก็ทรุดตัวนั่งตรงข้ามเขาในพระอิริยาบถไม่ต่างกัน
หากฟาริก จะเข้าเฝ้า เห็นทีจะต้องไปพบซาลีมา
ถ้าจำเป็นก็ต้องไป เจ้าชายตอบง่ายๆ เพราะทรงรู้ดีว่าพระมารดาโปรดซาลีมาเพียงใด และหากจะมีใครสักคนเข้าถึงพระมารดาได้โดยทีไม่ถูกจับจ้องสงสัย ก็เห็นจะมีแต่ซาลีมาคนเดียวเท่านั้น
จะไปพบเอง หรือ จะให้ไปแทน
คราวนี้เจ้าชายทรงนิ่ง พระเนตรจ้องไปทางสาวน้อยที่นั่งอ่านหนังสือเงียบอยู่ที่หน้าต่าง
ถ้าคิดว่าปลอดภัย ก็อยากจะเจอเอง
ร่างที่หน้าต่างลุกขึ้น ทำท่าจะเดินออกไปเงียบๆ แต่อาคินที่ลอบสังเกตท่าทางของทั้งคู่อยู่แล้วพูดขึ้นว่า
อย่าเพิ่งไป เมื่อเช้าเจอยูซุฟ เขาถามถึงด้วย
คาริดาหยุดหันกลับมา ถามด้วยน้ำเสียงไม่ยินดีนักว่า
เรื่องอะไร?
ตกลงจะรับหมั้นลูกชายเขาไหม? ถ้าหากจะให้รอจนเรียนจบ เขาก็จะรอ
ถ้ารอได้ยังงั้น ก็รออีกหน่อย ถึงชาติหน้าก็แล้วกัน สาวน้อยตอบก่อนจะเดินออกไป
อาคินหัวเราะในคำตอบ แต่เจ้าชายพักตร์เฉย ถามอาคินว่า
ชิ้คคาริบให้ยูซุฟส่งข่าวว่ายังไง?
อาคินขยับนั่งตัวตรง พูดเสียงเคร่งเครียดว่า
ถ้าไปไม่ถึงคาเดียร่า จะให้ไปที่วังเก่า และวางแผนให้พวกหัวหน้าเผ่าถวายความจงรักภักดีที่นั่นก่อน
ป่านนี้พวกทหารของฟาริกไม่ไปยึดที่นั่นแล้วเหรอ?
อาคินส่ายหน้า ท่านตา วางแผนใช้ที่นี่เอาไว้ สองปีแล้วที่ให้คนเข้าไปบูรณะเพื่อจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์กลางทะเลทราย
ฟาริกส่งรถถังล้อมยิงไม่กี่ตูมก็เสร็จ เจ้าชายรับสั่งเนือยๆ
ก็นี่ไงล่ะ เลยต้องเล่นไปตามแผนของฟาริก ให้คิดว่ายังไงเราก็จะต้องเข้าคาเดียร่า แต่...มันสำคัญที่ว่า หัวหน้าเผ่าจะต้องมี อับดุลอาซีซรวมอยู่ด้วย
อาคินเน้นเสียงเคร่งเครียดในตอนท้าย เจ้าชายมิคาอิล ถอนพระทัยยาว รับสั่งถามว่า
ถ้าฉันไปพบกับอับดุบอาซีซด้วยตัวเองล่ะ?
อาคินนิ่งก่อนจะตอบว่า
เข้าไปไม่ยาก แต่หากตอนออกมาทางโน้นเขาตุกติก จะเสี่ยงเกินไป นอกจากจะทำให้อับดุลอาซีซออกมาเอง
ยังไง? คิดซิ ปวดหัว
รับสั่งแล้วก็ประทับเอนเหยียดยาว มองอาคินที่ลุกขึ้นเดินไปที่กองสัมภาระ คว้าเป้ขึ้นมาค้นหาแผนที่ได้ ก็เอามากาง จึงประทับนั่ง
อาคินกวาดสายตามองแผนที่อยู่เป็นคูร่จึงพูดว่า
เอาอย่างนี้ ฉันจะไปพบซาลีมา และจะไม่บอกว่านายอยู่ไหน จะให้จามาลนำเสด็จพร้อมคาริดาไปพบกับอับดุบอาซีซ ที่นี่ เขาชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ หลังจากนั้นให้ออกจากทุ่งหินแดง ตรงไปจุดนัดพบที่รถรอ ไม่ต้องบอกเส้นทางคนอื่นว่าจะไปไหน หาทางไปให้ถึงวังเก่า ภายในห้าวัน เจอกันที่นั่น
ทันทีที่อาคินพูดจบประตูลับก็เปิดออกไรอันเข้ามารายงานว่า
ลาบีบพามิสเบ็ญจรงค์ไปถึงลาเลย์ซาแล้ว และท่านยูซุฟก็อยู่ที่นั่นด้วย
ไรอันพูดจบก็ยืนรอเหมือนจะรอให้อาคินออกคำสั่ง แต่อาคินเป่าลมออกจากปากส่ายหน้าเหมือนอ่อนใจสักอย่างแล้วพยักหน้ารับรู้ ไม่พูดอะไร ไรอันจึงถอยกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ ติดริมฝีปากอย่างหนุ่มอารมณ์ดีเช่นเดิม
ทำไมให้เธอไปลาเลย์ซา ต้องไปเดเรมเรไม่ใช่เหรอ แล้วยูซุฟไปทำอะไรที่นั่น เจ้าชายรับสั่งถามทันที
อาคินถอนหายใจ ใบหน้าเขากึ่งขำกึ่งเครียดเมื่อตอบว่า
เมื่อเช้ายูซุฟ เห็นอยูในเต็นท์ด้วยกัน เลยบอกว่าเธอเป็นเมีย
เจ้าชายมองหน้าอาคินอย่างนึกไม่ถึง นี่อาคินเอาตัวเองไปรักษาเกียรติของมิสเบ็ญจรงค์ถึงขนาดนั้นแล้วหรือ ความรู้สึกที่อาคินมีต่อเธอคนนั้นก็พอรู้ล่ะ แต่เธอผู้นั้นเล่า
แล้วเธอว่าไง?
ดูยาก ไม่พอใจ แต่ก็ไม่โวยวาย
แล้วรู้อะไรคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนั้นไหม?
เรื่องนั้น เป็นที่เข้าใจกันดีระหว่างอาคินกับเจ้าชาย มีดสั้นเล่มจิ๋วและเหรียญเพคตุสเอทรอซา ที่เธอครอบครองนั่นเอง
ตอนเช้าเธอเอามีดสั้นมาทำแผลให้ พอถามเธอก็ตอบว่ามีคนให้มา เหมือนไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเอาไว้ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นไปได้ยาก คนอย่างเบอร์ฮานจะต้องไม่มอบของนั้นให้เธอโดยไม่บอกอะไร
แม้อาคินจะเล่าคร่าวๆ แต่เจ้าชายมิคาอิลก็ทรงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ รับสั่งอย่างไม่แน่พระทัยนักว่า
มันจะคิดได้อีกอย่างไหมว่า เธอได้รับมันมา แต่ไม่ได้จากเบอร์ฮาน
อาคินจ้องพระพักตร์เจ้าชาย สิ่งนี้เขาเคยคิด เพียงแต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แม้ตายเขาก็เชื่อว่าเบอร์ฮานจะไม่ยอมมอบให้ใครอย่างไม่เต็มใจ แต่เจ้าชายยังรับสั่งต่อว่า
เรารู้ว่าเบอร์ฮานเอาไป แต่จะรู้ต่อไปได้ยังไงว่าเบอร์ฮานจะไม่ทำมันหล่นหาย หรือถูกคนขโมยต่อ ก่อนที่มันจะตกมาถึงมือเธอ
สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า เธอได้รับจากเบอร์ฮานจริงๆ ก็คือ เธอรู้วิธีใช้มัน อาคินสรุปออกมาง่ายๆ ก่อนจะลุกขึ้นพูดห้วนๆว่า
เดี๋ยวจะออกไปเลย
ท่าทางรีบร้อนของเขาทำให้เจ้าชายทรงเตือนว่า
พักเสียก่อนก็ได้อาคิน อย่าใจร้อน ยูซุฟไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก
รู้ แต่ไม่ชอบให้ใครมากดดันในเรื่องส่วนตัว
ก็ยิ่งร้อนรนอย่างนี้ ทางโน้นก็ยิ่งได้เปรียบ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่ายูซุฟ นิสัยยังไง ขืนแบไต๋ให้รู้ว่าห่วงมากขนาดนี้
เจ้าชายยักพระอังสะไม่รับสั่งต่อแต่อย่างใด
รู้แล้ว
อาคินตอบซ้ำห้วนๆ แต่ก็ยังเดินออกไปอยู่ดี ท่าทางของเขาทำให้เจ้าชายทรงสรวลน้อยๆ ก่อนพระพักตร์จะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
อาคินไม่ชอบก็ไม่ต้องทำ หากแต่พระองค์ต้องชอบในสิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่เคยย้ำกับตัวเองให้ชอบตลอดมาก็ต้องชอบตลอดไป
ระยะทางที่ห่างกันประมาณแปดสิบกิโล หากเป็นถนนธรรมดาเหยียบเต็มที่ก็คงไม่เกินชั่วโมง แต่เมื่อต้องขับท่ามกลางทะเลทรายและขึ้นลงสันทรายอยู่เช่นนี้ ระยะเวลามันยาวนานจนอาคินถอนหายใจเฮือกออกมาเมื่อสัน
ทรายนั้นค่อยทิ้งระยะทอดยาวห่างกัน เห็นพุ่มหญ้าที่ขึ้นอยู่ประปรายก็พอจะบอกได้ว่า ใกล้จะถึงลาเลย์ซาแล้ว
ความจริงอาคินรู้ว่าเจ้าชายมิคาอิลรับสั่งถูกต้อง ที่ไม่อยากให้เขารีบมา มันเผยไต๋ให้รู้ว่าเขาห่วงเธอแค่ไหน แต่เขาไม่คิดว่ายูซุฟจะมาดักรอที่นี่ ควรจะไปตั้งกระโจมที่เอริกเลย์ลาเสียมากกว่า ยูซุฟเป็นคนสำคัญของชี้คคาริบ คุ้นเคยกับเขาและเจ้าชายมิคาอิลมาตั้งแต่เด็กพอๆ กับลาบีบ ความจริงเรื่องที่เขาบอกยูซุฟ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับผู้ชายอย่างเขาที่จะปกป้องเกียรติของผู้หญิงคนหนึ่ง ระรินดาวอาจจะเห็นเป็นเรื่องที่เขาล้อเล่น เขาก็อยากให้เธอสบายใจเช่นนั้น แม้ความจริงแล้วมันยังมีบางอย่างถ่วงลึกอยู่ในใจของเขา และยอมรับว่าไม่อยากให้เรื่องที่เขาบอกกับยูซุฟขยายไปใหญ่โต เพราะส่วนลึกในใจที่เขาพยายามไม่คิดถึงมัน แต่ก็ตัดมันออกจากใจไม่ได้เช่นกัน ...ถ้าหากว่าความจริงเปิดเผยออกมา คือเธอเป็นภรรยาของเบอร์ฮานจริงๆ แล้วเขาจะเป็นตัวอะไรล่ะ? ...ไว้จบเรื่องเจ้าชายมิคาอิลเสียก่อนเถอะ เขาจะถามเธอให้รู้กันไปเลย
ดวงอาทิตย์แผดแสงจ้าระยิบระยับ เสียจนอาคินต้องหรี่ตามองจุดดำๆ ที่ค่อยๆ เคลื่อนลงมาจากสันทราย ข้างหน้า จากนั้นม้าสามตัวก็ควบเข้ามาใกล้ ลูกน้องของเขาสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังจับอาวุธขึ้นมาโดยไม่ต้องให้เตือน แต่อาคินสั่นหน้า ชายที่ควบม้านำนั้นเขาจำได้ดีแม้จะสงสัยว่า จามาลมาทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่อยู่ที่จุดนัดพบที่เขาสั่งเอาไว้
อาคินสั่งให้หยุดรถแล้วร่างที่อยูในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มก็กระโจนลงจากหลังม้า เปิดประตูรถเข้ามานั่ง
พระเจ้า ช่างเย็นสบายอะไรอย่างนี้ จามาลเอ่ยเป็นประโยคแรก
มาทำอะไร?
ข่าวลับและลึกมาก เกี่ยวกับผู้พันฮัซซาร์ จามาลตอบแล้วหันไปโบกมือให้คนที่อยู่บนหลังม้าเป็นเชิงให้ไปได้
ยูซุฟ ให้มารับไปที่เอริ์กเลย์ซาก่อน มีพวกหัวหน้าเผ่าหลายคนรอกันอยู่ที่นั่น และไม่ต้องห่วงภรรยาคนสวยของนาย ฉันให้คนไปเพิ่มแล้ว
อาคินถึงกับถอนหายใจเฮือกกับประโยคล้อเลียนสุดท้ายของจามาล อย่างน้อยก็ดีที่ยูซุฟไปอยู่เสียกลางทะเลทรายนั่น
มันเป็นวันที่เวลาผ่านไปเร็วที่สุดในความรู้สึกของระรินดาว หลังจากมาถึงหมู่บ้านนี้ในตอนสายๆ เธอก็ได้พัก และได้เดินสำรวจรอบๆหมู่บ้านเล่น ลาเลย์ซาเป็นหมู่บ้านที่สร้างด้วยอิฐสีแดง เต็มไปด้วยต้นอินทผลัม พงหญ้า รายล้อมแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ที่พักของเธออยู่ริมสุด หน้าบ้านเป็นระเบียงหินเก่าๆ มีกระถางต้นเฟื่องฟ้าสีแดงสลับขาวตั้งอยู่ดูทำให้ดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
หลังจากเดินรอบๆหมู่บ้านพักผ่อนรับประทานอาหารเที่ยง ช่วงบ่ายยายโทโท่ก็สอนเธอเต้นระบำ โดยไม่มีจังหวะกลองหรือเครื่องดนตรีอื่นแต่อย่างใด แต่ก็ทำให้เธอทึ่งที่ยายโทโท่สามารถฮัมเพลงและให้จังหวะการเต้นด้วยฉิ่งในที่นิ้วเท่านั้น เธอไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะทำได้ง่าย จะต้องผ่านการฝึกฝน และก็สรุปกับตัวเองอย่างมั่นใจว่า ยายโทโท่จะต้องเคยเป็นนางระบำมาก่อน
ยายโทโท่สอนเธออยู่ร่วมสามชั่วโมงแล้วก็หยุด เตรียมน้ำชาและของว่างให้เธอก่อนจะให้เธอนอนพักผ่อน และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็จัดแจงเตรียมน้ำอาบให้ พอออกมาก็จัดแจงทำผมให้เธอโดยเกล้าสูงรวบมันไปไว้ด้านหลังก่อนจะหาเครื่องประดับ มันเป็นเพียงปิ่นแหลมขนาดเท่านิ้วชี้ ปลายประดับด้วยแถบสี่เหลี่ยมเหมือนแผ่นทองสานขัดกว้างยาวลดหลั่นกันเล็กน้อยแต่ละปลายจะมีเส้นจะมีเหรียญทองเล็กๆห้อยเอาไว้ ยายโทโท่แต่งหน้าให้แต่ไม่ได้แต่งเข้มจัดเหมือนครั้งที่เคยไปดูเต้นเบลลี่แด้นท์กับอาคิน แต่ก็มันก็ทำให้เธอพึงพอใจในฝีมือการแต่งหน้าของยายโทโท่ทีเดียว และชุดคาฟตานที่ยายโทโท่เตรียมไว้ก็เป็นเนื้อนุ่มคอแหลมลึกที่ปักลวดลายละเอียดด้วยด้ายทองและน้ำตาลสีเข้มอ่อนต่างกันเพื่อทำให้ลายปักเกิดมิติ ก็ลายเดิม หัวใจและดอกกุหลาบนั่นแหละ
พอแต่งตัวเสร็จระรินดาวก็ไปยืนที่หน้าต่างโค้ง มองพระอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำสาดแสงสีแดงไปทั่วสันทรายที่เป็นระลอกอยู่ตรงหน้า เป็นทัศนียภาพที่ชวนตะลึงหลงไม่น้อย และเมื่อท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วง รถคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสายตาเธอด้วยความเร็ว และตรงดิ่งมาจอดกึกเอาที่ใต้หน้าต่างของเธอพอดี
หญิงสาวมองผ่านกระจกรถเข้าไปสบตากับคนข้างใน ที่ยิ้มนิดๆให้กับเธอ น่าหมั่นไส้ ทำราวกับว่าในตอนเช้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ไอ้เรื่องทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจอะไรนี่ ความจริงเธอก็ทำเก่งทำเป็นและเคยทำบ่อยๆ แต่ทำไม ผู้ชายคนนี้ถึงได้ทำได้เก่งกว่าเธอนักนะ
อาคินเปิดประตูรถลงมายืนใต้หน้าต่างโค้งเตี้ยๆ ที่มีสตรีงามราวเทพธิดาส่งสายตาขุ่นๆเชิดๆให้เขา แค่เพียงได้เห็นหน้า ราวกับว่าความเหนื่อยอ่อนเครียดเคร่งกับงานหายเป็นปลิดทิ้ง ความมีชีวิตชีวาเริ่มกลับมาอีกครั้ง
ขอโทษผมมาช้า
ระรินดาวส่งสายตาสำรวจเขา อาคินไม่ได้อยู่ในชุดเดิมในตอนเช้า ใบหน้าเขาก็ดูเกลี้ยงเกลาราวกับได้อาบน้ำผลัดเปลี่ยนร่างกาย เขาไปไหนมานะถึงได้ขับรถมาคนเดียว ลูกน้องของเขาล่ะ ก็ไหล่เจ็บอยู่อย่างนั้น ขับเองจะไหวเหรอ ...
คุณหิวแล้วยัง?
คำถามในใจของเธอสะดุดลงกับคำถามของเขา ระรินดาวสั่นหน้ามองเขานิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะผละจากหน้าต่าง เดินไปเปิดประตูออกไป โดยที่ยายโทโท่มองเธออย่างงงๆและตามออกมา แต่เมื่อเห็นอาคิน นางจึงย้อนกลับเข้าไป
อาคินมองร่างที่สวมคาฟตานเข้ารูปยาวกรอมเท้าสีขาว เส้นทองบิดเป็นเกียวเล็กๆคาดสะโพกดูเน้นสรีระงดงามของเธอให้ยวนใจขึ้น เมื่อพิศมองใบหน้าที่ตกแต่งเข้มแต่กลมกลืนอย่างสวยคมซึ้ง อาคินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชมอย่างเปิดเผย
คุณสวยจัง !
แต่ระรินดาวทำหน้าเฉยกวาดสายตาเหมือนมองหาอะไรสักอย่างแล้วพูดว่า
ฉันนึกว่า คุณจะเอาฮอ มารับฉันออกจากทะเลทรายนี่ไปดินเน่อร์ที่ไหนหรูๆเสียอีก
อาคินหัวเราะออกมาเบาๆ ขอผมแก้ตัวครั้งหน้าก็แล้วกัน เพราะบังเอิญคืนนี้เจ้าภาพไม่ใช่ผม ยูซุฟเขาเชิญเราไปงานเลี้ยง
ระรินดาวนิ่วหน้า ยูซุฟ นายหน้าดุที่ไม่ชอบเธอนะเหรอ เชิญไปงานเลี้ยง
ที่ไหนเหรอ?
กลางทะเลทราย มีกระโจมด้วย แล้วคุณจะชอบ อาคินบอกยิ้มๆ แล้วเดินไปรับเสื้อคลุมจากยายโทโท่ที่เอาลงมาส่งให้
ไปกันเถอะ
พูดแล้วอาคินก็เปิดประตูรถให้เธอ ปิดให้อย่างเรียบร้อยก่อนจะพาตัวเองอ้อมมาที่คนขับ ขณะที่ระรินดาวมองไปรอบๆ นอกรถถามว่า
ไปแค่เราสองคนเองเหรอ?
อาคินพยักหน้า แล้วก็นิ่งไม่พูดอะไรจนแล่นรถออกมานอกบริเวณ ได้ระยะหนึ่ง เขาก็จอดรถเอ่ยขึ้นว่า
ที่จะไปนี้ เป็นการชุมนุมของหัวหน้าเผ่าต่างๆ ปกติผู้หญิงเขาจะไม่ได้ให้เข้าร่วมหรอก แต่เพราะคุณเป็นอ่า...คนต่างชาติ เลยอนุญาต อีกอย่าง... เขาหยุดนิ่งไปมองเธอชั่วครู่ก่อนจะพูดตรงๆ ออกมาว่า คืนนี้คุณไปในฐานะภรรยาผมนะ
ระรินดาว จ้องเขาด้วยสายตาที่อาคินอ่านไม่ออก แต่คิดว่าเธอคงไม่ชอบใจแน่
แค่คืนนี้คืนเดียวได้ไหม? ไม่อยากให้ยูซุฟสงสัย ...ผมขอร้องล่ะ
คำพูดสุดท้ายที่หลุดออกมาอย่างยากเย็นของเขา ทำให้ระรินดาวถึงกับยิ้ม
ได้สิ
อาคินถอนหายใจเฮือก
ให้ตาย ผมไม่เคยขอร้องให้ผู้หญิงคนไหนทำแบบนี้เพื่อผมมาก่อนเลยนะ
ท่าทางเขาก็พูดจริงหรอกนะ ระรินดาวเชื่อ แต่เธอมองหาความกังวลใจ หรือรู้สึกผิดของเขาไม่เจอเลย
ฉันเชื่อ หญิงสาวตอบรับ เรื่องแค่นี้ฉันช่วยคุณได้ ฉันก็อยากจะมีเงื่อนไขอยู่อย่าง...
ได้สิ
ระรินดาวยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ
ในเมื่อเราต่างก็รู้ว่าไม่จริง
และฉันก็มองคุณในแง่ดีมาก คุณอย่าถึงเนื้อถึงตัวฉันได้ไหม? เพราะหากใช้กำลังฉันคงสู้คุณไม่ได้ และฉันไม่อยากโมโหและทะเลาะกับคุณให้ลูกน้องคุณเห็น
พลาดไปถนัด อาคินร้องในใจ คำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอ ถูกสวนกลับมาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เธอคงมองเขาในแง่ลบแน่ หากเขาดื้อดึงเอาแต่ใจตัวเอง จะหาทางหลีกเลี่ยงโต้ตอบเธอเหมือนตอนเช้าไม่ได้เสียด้วยสิ
ผมจะพยายามควบคุมตัวเอง อาคินกล่าวออกมาในที่สุด
แต่ระรินดาวจุปากอย่างเหลืออด ที่เขายังแบ่งรับแบ่งสู้อย่างนี้
ทำไม คุณไม่รับปากกับฉันตรงๆ ให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปนะอาคิน
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเน้นเสียงๆ ว่า
ผมกลัวผมทำไม่ได้
นี่คุณอย่าพูดมั่นอกมั่นใจขนาดนี้ได้ไหม?
ระรินดาวชักฉุน เพราะไม่ว่าเธอจะพูดยังไงอาคินก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำอย่างที่เธอต้องการสักนิด แต่อาคินยิ้มน้อยๆ เมื่อจับน้ำเสียงได้ว่า เธอไม่ได้โมโหโกรธอะไรมากมาย
อาคินขับรถขึ้นลงสันทรายอยู่ประมาณสามสิบนาทีก็มาถึงลานกว้าง มีรถจอดชุมนุมอยู่หลายคัน ห่างบริเวณจอดรถไปหน่อย ก็มีมีกระโจมน้อยใหญ่ตั้งอยู่ ระรินดาวขมวดคิ้วเมื่อเห็นชายฉกรรจ์อาวุธครบมือหลายสิบคน เดินเตร่อยู่รอบบริเวณ เห็นอาวุธสงครามที่พวกเขาใช้กันแล้ว ระรินดาวถึงกับหันไปมองหน้าอาคิน
ไม่มีอะไร ที่ทะเลทรายก็เป็นอย่างนี้ เมื่อก่อนอาวุธอย่างนี้ซื้อไม่ได้ง่ายๆ แต่เดี๋ยวนี้... อาคินยักไหล่ ไม่พูดต่อ เปิดประตูลงก่อน ระรินดาวไม่ได้นั่งรอให้เขามาเปิดให้ เธอเปิดลงไปและเมื่อปิดประตูรถปัง อาคินก็มาฉวยข้อมือเธอ พาเดินตรงไปที่กระโจมใหญ่หลังหนึ่ง
เมื่อก้าวเข้าไป ระรินดาว ก็สรุปกับตัวเองว่าไม่น่าจะเป็นที่พักของคนเร่ร่อน แต่น่าจะเป็นของราชาหรือชิ้คสักคนมากกว่า ชายประมาณยี่สิบกว่าคนนั่งเป็นครึ่งกลมบนพื้นที่ยกสูงเล็กน้อย ช่องว่างตรงกลางที่ปูด้วยพรมสีสดเอาไว้ ตะเกียงถูกจุดวางแขวนไว้เป็นระยะให้ความสว่างไสว เมื่อเธอและอาคินเข้าไป คนเหล่านั้นก็ลุกขึ้นมาทักทายอาคินโดยการกอดหอมแก้มกัน แต่อาคินไม่ได้แนะนำเธอให้รู้จักแต่อย่างใด และพวกเขาก็มองผ่านเธอไปอย่างราวกับไม่สนใจ แล้วอาคินก็พาเธอไปที่เบาะว่างข้างๆ ยูซุฟ ที่เพียงแต่พยักหน้าให้อาคิน แล้วปรายตามองมาที่เธอครั้งหนึ่ง แล้วก็ให้ความสนใจกับสนทนากับชายสูงอายุที่อยู่ข้างๆ ต่อไป
สักครู่อาหารก็ถูกนำมาเสริฟโดยสตรี ที่แต่งกายอย่างชนิดที่ระรินดาวไม่กล้าจะมองซ้ำสอง เธอมองอาหารในถาดใบใหญ่ที่มีข้าวเป็นสีเหลืองๆ ดูมันเยิ้มคลุกเคล้าไปด้วยผลเบอรี หอมสับ เม็ดถั่วอยู่ตรงกลาง มีเนื้อแกะหั่นชิ้นเล็กๆ กองโตอยู่ด้านข้าง และอีกข้างหนึ่งที่เธอแน่ใจอย่างที่สุดว่ามันคือไก่ทอดและชิ้นปลานึ่งสุกราดด้วยน้ำซอส ระรินดาวมองช้อนทองคันโตที่จัดมาด้วยแล้วก็ต้องยิ้มออกมา พอดีกับที่อาคินหันมทางเธอ เลยขมวดคิ้วถามว่า
ขำอะไร?
ฉันจะกินหมดไหมนี่
เธอตอบพร้อมกับมองไปที่ถาดด้านหน้าเขาที่บรรจุอาหารไม่ต่างจากกันนัก
ไม่หมดก็ไม่มีใครว่า หากเลี่ยนก็ดื่มชาเอาก็แล้วกัน
เขาบอกพลางรินชาจากกาทองแดงใส่ถ้วยให้เธอ ก่อนจะหันไปทางยูซุฟอีก ระรินดาวชำเลืองมองที่ถาดอาหารหน้าทุกคนที่นั่งอยู่ บางคนก็เหลือเต็ม บางคนก็หมดไปแล้ว หญิงสาวเลยนั่งละเลียดอาหารตรงหน้าอย่างเงียบๆ หูก็ลองเงี่ยฟังคนพวกนั้นคุยกัน แต่ในที่สุดเธอก็เบื่อ เพราะเขาพูดคุยกันในภาษาที่เธอไม่เข้าใจ และอาคินเองแม้จะหันมาถามไถ่เธอบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะแปลหรือนำเธอเข้าสู่วงสนทนาด้วย แต่บ่อยครั้งที่ระรินดาวรู้สึกว่าหัวข้อการสนทนาของอาคินกับยูซุฟออกจะเคร่งเครียด ท่ามกลางเสียงพูดคุยหัวเราะของคนอื่นๆ ที่นั่งห่างออกไป ราวกับมีการจัดลำดับชั้นในการนั่ง
แล้วจู่ๆ เสียงเหล่านั้นก็เงียบไปชั่วครู่ระรินดาวนึกฉงนจนกระทั่งเสียงกระหึ่มของกลองและพิณดังขึ้น พร้อมกับร่างสตรีนางหนึ่งออกมาวาดลวดลายการเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกด้วยลีลาที่ระรินดาวต้องทึ่งในสรีระที่อ่อนดัดตนในท่าต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แต่แล้วเมื่อเสียงดนตรีเร่งจังหวะกระแทกกระทั้น นางระบำก็ส่ายสะโพกยั่วยวน อวดร่างกายมากขึ้น ในความรู้สึกของระรินดาว มันไม่เหมือนกับที่เธอเคยดูมาก่อนเลย และยอมรับกับตัวเองว่า แม่คนที่เต้นนั้นออกจะยั่วยวนเกินเหตุ และมันน่าหมั่นไส้ ที่อาคินเองกับทำไม่ต่างกับชายอื่นๆ ที่จ้องไปยังร่างนั้นปรบมือให้จังหวะ เหมือนพออกพอใจเป็นนักหนา ทั้งๆ ที่เขาเคยบอกเธอว่า ดูจนเบื่อ ระรินดาวละสายตาจากแม่สาวนักเต้นก้มหน้ามองถ้วยชาในมือ นับเวลาในใจว่าเมื่อไหร่ การแสดงนี้จะสิ้นสุดเสียที ทั้งๆ ที่การเต้นเบลลีด้านท์เป็นสิ่งที่เธอชอบเป็นนักหนา
ไม่สนุกเหรอ อาคินกระซิบถาม
ระรินดาวส่ายหน้าเฉยๆ ไม่พูดอะไร เสเอาถ้วยชาขึ้นจิบ เพราะไม่อยากให้เขาเห็นสีหน้าเซ็งๆ ของเธอ
ลุกเถอะ ผมจะพาไปดูอะไรข้างนอก น่าสนกว่านี้
อาคินเป็นฝ่ายลุก ฉุดเธอให้ลุกขึ้นพาเดินออกมา โดยไม่ได้ล่ำลาใคร และดูเหมือนไม่มีใครสนใจด้วยเช่นกันกัน
ออกมาด้านนอก ระรินดาวสูดลมหายใจลึก อากาศเริ่มเย็นลงท้องฟ้าเริ่มพร่างพราวได้ด้วยดวงดาวระยิบระยับ แข่งกับแสงเดือนที่ซีดจางมองเห็นไกลๆ อีกฟากฟ้าด้านหนึ่ง ราวกับจะแบ่งขั้วกัน
กลับกันเลยได้ไหม? ระรินดาวถามเบาๆ
อาคินทำสีหน้าอึดอัดใจ ก่อนจะถามว่า
ง่วงแล้ว?
เปล่า
เดี๋ยวผมจะพาไปดูเทพีแห่งลาเลย์ซา
ตอนนี้?
อาคินพยักหน้าพาเธอเดินไปที่รถ ระรินดาวนึกว่าเขาจะขับรถไป แต่ปรากฏว่าเขาเพียงแค่เปิดเอาเสื้อคลุมมาช่วยสวมให้เธอ
ไม่เอารถไปเหรอ?
เดินไปไม่ไกล
จะต้องดูตอนนี้เลยเหรอ? ระรินดาวไม่วายถามซ้ำ ไม่เดินตามเขาไป
เป็นรูปปั้นที่ต้องดูใต้แสงดาว คุณถึงจะมีจินตนาการ อยู่ใกล้ๆนี่เองมาเถอะน่า
อาคินฉุดมือเธอเบาๆ ให้เดินคู่ไปกับเขา แล้วทั้งคู่เดินอย่างเงียบๆ อยู่ชั่วครู่อาคินจึงพูดขึ้นว่า
แม่ผมเคยเป็นสาวนักเต้นระบำมาก่อน
ระรินดาวหันไปมองหน้าเขา ไม่คิดว่าอาคินจะเอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวของเขาให้เธอฟัง ใบหน้าอาคินยิ้มน้อยๆ เมื่อเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแสดงความรักใคร่ว่า
พ่อเจอครั้งแรก หลงรักเลย
ท่านคงสวยมาก
สวยมาก อาคินตอบรับ ก่อนจะพูดต่อว่า มันมีอะไรหลายๆอย่างในการเต้นนั้น จะดูเป็นศิลปะ หรือยั่วยวนได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งคนดูและคนเต้น
ระรินดาวยักไหล่เล็กน้อย เมื่อคิดว่า ความจริงแล้วเขาพยายามจะสื่ออะไรบางอย่างให้กับเธอ ราวกับเขารู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับการเต้นเมื่อครู่ แต่เธอก็พูดออกมาตรงๆว่า
ฉันรู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้ การเต้นของสาวนักเต้นนี่คงแปลกไปกว่าที่คุณเคยเจอ
อาคินหัวเราะออกมาเบาๆ กับถ้อยคำกระแนะกระแหนของเธอ
แปลกไปกว่านี้ผมเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น แต่ผมบอกตรงๆเลยนะ ผู้หญิงที่ผมอยากดูเธอเต้นที่สุด เห็นจะเป็นคุณนี่แหละ
ระรินดาวหันไปมองหน้าเขา แต่อาคินยังยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรถามต่อว่า
ยายโทโท่สอนคุณวันนี้เป็นไงบ้าง
ไม่รู้สิ ฉันค่อนข้างเรียนได้ช้า สงสัยก่อนจะแยกกันคงได้ไม่กี่ท่า
น้ำเสียงของเธอเหมือนจะขัดใจตัวเองอยู่ไม่น้อย อาคินเลยบอกว่า
ก็อยู่ต่อ ให้ยายโทโท่สอนให้
ให้ฉันยืมตัวยายโทโท่ไปสอนที่เมืองไทยดีกว่ามัง พูดแล้ว ระรินดาวก็หัวเราะออกมา
ผมให้ยืมไปก็ได้ ถ้าคุณสัญญาว่า... เขาหยุดเล็กน้อยมองหน้าเธออย่างมีความหมายเมื่อกล่าวต่ออย่างจริงจังว่า จะเต้นให้ผมดูคนเดียว
สายตาของเขา ทำให้ระรินดาวไม่คิดอยากจะตอบ อาคินเองก็ไม่ได้คาดคั้นจะเอาคำตอบ ความเงียบจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง และเมื่อเดินพ้นสันทรายไปลูกหนึ่ง ระรินดาวก็เห็นร่างๆ สตรีนางหนึ่งยืนอย่างเงียบงันขวางทางอยู่ข้างหน้า อาคินหยุดเดิน ระรินดาวกระซิบถามทันทีว่า
ใคร?
นั่นแหละที่ผมจะพาคุณมาดู
ระรินดาวเพ่งสายตามองไปที่ร่างนั้นอีกครั้ง แสงสลัวจากเดือนดาวบนท้องฟ้า ไม่อาจทำให้เธอเห็นถนัดนัก ระรินดาวจึงเดินเข้าไปใกล้ จึงสังเกตเห็นเป็นรูปปั้นที่หล่อด้วยปูน รูปทรงสัดส่วนราวกับมีชีวิตจริงๆ เธอยืนนิ่งอยู่ในท่าที่มือข้างหนึ่งยกดาบขวางไว้ที่หน้าอก แสงสลัวไม่อาจทำให้เธอมองถนัดนัก แต่ระรินดาวถึงกับจินตนาการในใจตัวเองอย่างมั่นใจว่า เธอผู้นี้ต้องเป็นสตรีที่งดงามและกล้าหาญยิ่งนัก
สายตาคมเข้มของอาคิน เพลินมองทุกอิริยาบถ ของสตรีที่เดินวนเวียนอยู่รอบๆรูปปั้น ด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งชื่นชมและภาคภูมิใจ นี่ต่างหากคือเทพีที่แท้จริงสำหรับเขา ระรินดาวไม่รู้หรอกว่าจากการสนทนาในกระโจมนั้น เมื่อพ้นไปจากเรื่องงาน ทุกคนต่างก็พูดแสดงความยินดีเขาที่มีภรรยาสวย ท่าทางสงบเงียบของเธออย่างที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นเมื่อครู่ ก็เป็นที่พออกพอใจของผู้ชายเหล่านั้น ระรินดาวเงียบเรียบร้อย อันเป็นบุคลิกที่ชายแถบนี้ต้องการให้สตรีของพวกเขาเป็น สตรีของวาโซดิเนียเมื่ออยู่ต่างประเทศแม้จะเก่งทันสมัยมีการศึกษาสูงแค่ไหน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านธรรมเนียมประเพณีก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องปฏิบัติตาม อาคินไม่คิดว่าตัวเองจะมีความคิดกดขี่ทางเพศ แบบชายที่ต้องเป็นผู้นำ หญิงต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบ เขาไม่ได้เรียกร้อยภรรยาที่เป็นแบบนั้น แต่นี่มันแค่เป็นเวลาสั้นๆ และเขายังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่อีก จึงก็ไม่อยากมีปัญหาอะไรจุกจิกเข้ามาให้เปลืองสมอง ท่าทีในคืนนี้ของระรินดาวจึงทำให้เขาสบายใจและปลาบปลี้มใจกับคำชื่นชมเหล่านั้นราวกับว่าเธอเป็นภรรยาของเสียจริงๆ
ทำไมรูปปั้นมาอยู่ที่นี่
เสียงถามทำให้อาคินหลุดภวังค์
ผมก็ไม่ได้รู้มากนักหรอก เขาตอบไม่เต็มเสียง แต่เล่ากันว่าเธอเป็นนักรบหญิงลูกสาวนายแห่งหมู่บ้านนี้ นำคนสู้รบต่อต้านพวกฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญ แต่เธอกลับตกหลุมรักนายทหารฝรั่งเศสที่ถูกจับตัวได้ ชาวบ้านต้องการประหารเขา แต่เธอยอมเอาตัวเองเป็นประกันด้วยชีวิตว่า หากปล่อยเขาไปเขาจะไม่กลับมาที่หมู่บ้านอีก ชาวบ้านตกลงแต่ผ่านไปเพียงอาทิตย์เดียว นายทหารนั่นกลับมาพร้อมกับคนของเขา หวังจะเจรจาสันติภาพ แต่ชาวบ้านเข้าใจผิด เลยฆ่าเธอตามที่ตกลงกันไว้ นายทหารนั่นรู้ข่าวจึงบุกทำลายหมู่บ้านนั้นเสียจริงๆ แล้วสร้างรูปปั้นเธอขึ้นมาด้วยความรักที่เธอต้องมาตายเพราะเขา
ฟังเรื่องคร่าวๆจากปากอาคินแล้ว ระรินดาวก็ส่ายหน้าน้อยๆ หันไปมองรูปปั้นนั้นอีกครั้ง
ท่าทางคุณไม่ค่อยจะประทับใจเรื่องความรักแบบนี้นะ
ใช่ ฉันไม่ชอบเรื่องความรักแบบนี้ ระรินดาวตอบสายตายังอยู่ที่รูปปั้นนั้น
งั้นคุณก็คงไม่เข้าใจความรักแบบที่ยอมตายเพื่อคนรักได้เหมือนกันใช่ไหม?
อาคินถามขรึมๆ ระรินดาวหันกลับมามองหน้าเขา แววตาเข้มประสานสายตาเธอราวกับจะแทงทะลุเข้าไปในก้นบึ้งของหัวใจ
หรืออาจจะเพราะคุณยังรักใครไม่เป็น อีกอย่างผู้หญิงสวยอย่างคุณมีผู้ชายที่เสียสละยอมตายเพื่อคุณมากเสียจนคุณเบื่อระอาไปแล้วก็ได้
น้ำเสียงเหมือนจะกึ่งล้อเลียนกึ่งท้าทายบางอย่างของเขาทำให้ระรินดาวต้องหันกลับมามอง หญิงสาวยักไหล่ก่อนจะตอบว่า
ก็ไม่มากเท่ากับที่คุณคิดหรอกอาคิน แต่ใช่ ! ฉันไม่ประทับใจความรักที่ตายแทนกันได้หรอก เธอเน้นเสียง เมินหน้าไปที่รูปปั้นอีกครั้ง ก่อนที่น้ำเสียงที่ราวกับกลั่นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจจะดังขึ้น
ความรักของฉันมันเห็นแก่ตัวมากกว่าที่คุณคิดอาคิน เพราะหากฉันรักใครสักคน เขาคือลมหายใจของฉัน กายใจเราประสานเป็นหนึ่งเดียว อยู่ก็อยู่ด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน ฉันจะไม่ยอมให้เขาสละชีพเพื่อให้ฉันอยู่ และฉันก็จะไม่ตายแทนเพื่อที่จะให้เขาปวดร้าวใจที่ต้องสูญเสียฉัน ฉันว่าผู้ชายที่มีความเสียสละอย่างคุณคงไม่เข้าใจความรักแบบนี้หรอกมังอาคิน?
ประโยคท้ายระรินดาวพูดเหมือนจะล้อเลียนเขาบ้าง แต่เมื่อหันมารอยยิ้มของระรินดาวจางหาย เมื่อสบแววตาเข้มของอาคินมองเธอนิ่ง
ใช่...อยู่ก็อยู่ด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน
ระรินดาวไม่รู้สึกตัวเมื่อเขารั้งร่างเธอไปชิด ก่อนจะบรรจงจุมพิตเธออย่างอ่อนโยน และราวกับคำพูดนั้นกลายเป็นมนตร์สะกดระรินดาวให้หลงดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ค่อยๆแผ่ซ๋านเข้ามาในใจ และเผลอไผลไปกับความนุ่มนวลอ่อนหวานที่ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกของกันและกันด้วยจุมพิตอันแสนหวานนั้น
เป็นครู่กว่าสองร่างนั้นจะผละจากกันราวกับต่างฝ่ายต่างรู้ตัว อาคินถอนหายใจ มองหน้าระรินดาวที่คล้ายจะอยู่ในอาการงงงวยแต่สายตาของเธอก็มองเขานิ่ง ชายหนุ่มไม่พูดอะไร แต่ฉวยข้อมือเธอให้ก้าวเดินต่อไป
ระรินดาวถอนใจแผ่วเบา แม้เธอจะมีความมั่นใจในตัวเองแค่ไหน แต่ตอนนี้ ด้วยความรู้สึกที่มี มันราวกับว่า แม้เพียงถูกลมทะเลทรายพัดเบาๆ เธอก็อาจจะล้มลุกคลุกคลานได้ง่ายๆ อยู่ใกล้อาคินเธอจะเป็นอย่างนี้เสมอหรืออย่างไร?
เสียงถอดถอนใจของอีกฝ่าย ไม่ได้ทำให้อาคินปลาบปลื้มกับสิ่งที่เขาเริ่มเมื่อครู่ แม้จะรู้ว่าทำให้เธอหวั่นไหว แต่ตัวเขาเองนั้นแทบจะไร้แรงต่อต้านกับความรู้สึกที่โถมเข้ามา เขาไม่อยากเชื่อเลยว่า เพียงถ้อยคำจากปากของเธอ อยู่ก็อยู่ด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน มันจะทำให้เลือดในกายเขาพุ่งพล่าน จนอยากที่จะห้ามใจโอบกอดจุมพิตเธอ ถ่ายทอดความรู้สึกที่เต็มพลังอยู่ในตัวให้เธอได้รับรู้ ...ใช่เขาหวังอยากจะให้เธอได้รู้
ก่อนนี้เขายอมรับว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เขาอยากวนเวียนใกล้ชิดเธอ เขาพยายามแก้ว่านั่นคือความสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่เธอมี เขาอยากให้เธอติดตามมาเพราะด้วยข้อแก้ตัวว่าเธอจะเป็นอันตรายหากปราศจากเขา แต่เหตุผลแท้จริงมันนอนนิ่งสงบอยูในใจ รอให้เขายอมรับออกมาว่าที่เขาอยากใกล้ชิด อยากเชยชม ที่นับจะเพิ่มพูนขึ้นทุกนาทีทุกชั่วโมงที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ มันเป็นเพราะความรัก...
รัก อาคินกระตุกวาบเข้าไปถึงหัวใจกับคำๆนี้ มันจะรวดเร็วขนาดนี้เหรอ ในเมื่อสิ่งทีเขาสงสัยมันก็ยังค้างคาใจอยู่ แล้วอาคินก็หยุดเดินมองเธอเหมือนตัดสินใจบางอย่าง หากไม่เคลียร์เรื่องนี้ มันคาราคาซังในหัวใจเขาแน่
คุณรู้จักเบอร์ฮานไหม?
อะไร? ระรินดาวย้อนใบหน้าเครียดๆ ของเขาที่ราวกับทำการสืบสวนอะไรเธอสักอย่างทำให้หญิงสาวชักงง นี่มันเป็นผู้ชายที่จูบเธออย่างดูดดื่มเมื่อครู่หรืออย่างไร?
คุณรู้จักผู้ชายที่ชื่อเบอร์ฮานไหม?
อาคินถามซ้ำขรึมๆ ท่าทางของเขาทำให้ระรินดาวต้องเม้มปาก ก่อนจะตอบห้วนๆว่า
ไม่รู้จัก
คำตอบของเธอ ทำให้อาคินขมวดคิ้วแต่แล้วก็ถอนหายใจเฮือก ดึงร่างเธอเข้ามาในอ้อมกอด แต่ระรินดาวเอามือยันอกเขาไว้ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง มองหน้าเขานิ่งๆ อาคินปล่อยเธอเหมือนรู้ตัว
ขอโทษ
แต่ระรินดาวมองท่าทางแปลกๆแกมโล่งอกของเขาแล้ว อดไม่ได้จะถามขึ้นว่า
มีอะไร คุณถามฉันทำไม?
ช่างเถอะ
อาคินตัดบท ฉวยข้อมือเธอให้เดินต่อ แต่ระรินดาวยังสงสัย นึกอยากจะถามเสียให้สิ้นเรื่องไป แต่เมื่อเธออ้าปาก เสียงของอาคินก็ดังขึ้นก่อนว่า
นั่นไงอูฐ ที่คุณอยากเห็น
ระรินดาวหันไปตามที่เขาชี้ ห่างออกไปที่สันทรายลูกหนึ่ง อูฐสองตัวที่บรรทุกของห่อใหญ่สองตัวกำลังเดินขึ้นสันทรายลูกหนึ่ง ด้านหน้ามีชายสองคนจูงมันนำทาง ส่วนที่พากันเดินตามนั้น เป็นพวกผู้หญิงและเด็ก ประมาณหกเจ็ดคน
พวกยิปซี ที่ถูกจ้างมาเต้นระบำให้ความบันเทิงเมื่อครู่นี่ยังไงล่ะ
ทำไทเขาไม่พักที่นี่?
เดินทางตอนกลางคืน จะทำให้เขาไปถึงหมู่บ้านข้างหน้าได้อย่างสบาย ไม่ร้อน
ฉันไม่นึกว่าจะเห็นอูฐแล้วนะนี่ ระรินดาวพูดยิ้ม อย่างอารมณ์ดีขึ้น
เห็นสิ ถ้าคุณอยากจะเห็น ผมพาไปได้ทุกที่ที่คุณต้องการ
ฉันอยากไปถึงคาเดียร่าให้เร็วที่สุดอาคิน เธอสวนทันควัน
อาคินชะงัก ก่อนที่จะยิ้มเจ้าเล่ห์
ผมหมายถึงในท้องทะเลทรายแห่งนี้ต่างหาก
ระรินดาวถอนหายใจ ส่ายหน้าให้เขาอย่างเอือมระอากับถ้อยคำเอาตัวรอดของเขา เรื่องที่เธอติดใจอยากถาม เขาก็คงหาทางเลี่ยงได้แน่หากไม่อยากตอบ ช่างเถอะ ! คืนนี้เธอเหนื่อยสับสนตามอารมณ์ใครไม่ทันแล้ว ขอให้นอนพักสักงีบเถอะ ตื่นเช้าขึ้นมาค่อยมาว่ากันใหม่
และเมื่อย้อนกลับมาจนเห็นรถที่จอดอยู่ไม่ไกล เมื่อระรินดาวจะเดินตรงไป อาคินก็ฉวยข้อมือเธอไว้พาเธอเดินไปอีกด้านหนึ่ง
ไม่กลับเลยเหรอ?
อาคินส่ายหน้า เพยิดหน้าไปยังกระโจม ที่ตั้งอยู่ห่างจากกระโจมอื่นๆ ออกไปเล็กน้อย แล้วก็มองหน้าเธอไม่พูดอะไร ระรินดาวจึงต้องเป็นฝ่ายถามเสียเองว่า
ทำไม มีอะไรที่คุณไม่ได้บอกฉันเหรอ?
ก็... อาคินมีสีหน้าอึดอัด บอกตรงๆ ว่าผมก็ไม่ชอบเรื่องนี้พอๆ กับคุณ แต่ดูเหมือนว่า แก้ปัญหาอย่างหนึ่ง มันไปสร้างปัญหาให้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผม...
ระรินดาวจุปาก กึ่งฉุนกึ่งขันกับอารัมภบทของเขาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ต้องอ้อมค้อม อาคิน พูดออกมาตรงๆ
อาคินเป่าลมออกจากปาก ถอนหายใจออกมาเฮือกก่อนจะพูดว่า
จำได้ไหมตอนเช้าผมบอกยูซุฟว่าคุณเป็นเมีย เขาเลยตั้งใจจัดให้เราพักที่กระโจมคืนนี้
กลับไม่ได้
ระรินดาวเม้มปากกับคำพูดท้ายของเขา มองไปที่กระโจม แล้วหันมาทางอาคิน นิ่งสบตากันอยู่ชั่วครู่หญิงสาวก็พยักหน้า พูดเสียงเหี้ยมๆ ขึ้นว่า
คุณไม่ชอบใช่ไหม ดี ฉันจะได้นอนคนเดียว คุณจะไปนอนไหนก็ไป
พูดจบ ระรินดาวก็เดินตรงไปที่กระโจม ปล่อยให้อาคินยืนเซ่ออยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินตามเธอไป
ผมนึกกว่าคุณจะโกรธ
มือที่กำลังจะยื่นไปแหวกผ้าบังหน้ากระโจมของระรินดาวลดต่ำ หันกลับมาพูดอย่างจริงจังว่า
ฉันโกรธอาคิน แต่ก็รู้ว่าทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะเท่าที่ผ่านมาคุณก็ไม่รู้สึกรู้สมกับความต้องการของฉันเลย อีกอย่าง...ก็อย่างที่คุณพูดตอนเช้า เราต่างก็รู้ว่ามันไม่จริง ฉันก็ไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้หรอก ฉันเชื่อว่าคุณคงไม่เอาไปโพนทะนาว่า ฉันนอนกับคุณสองต่อสองที่นี่โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะอีกไม่กี่วันจากนี้ไป โลกของคุณกับของฉัน มันคงไม่มาบรรจบกันอีกแน่นอน
คำพูดยืดยาวของเธอมีผลเพียงให้อาคินส่ายหน้าน้อยๆ เหมือนไม่เห็นด้วย ดวงตามีประกายกล้าอย่างมั่นใจเมื่อเน้นเสียงว่า
ไม่หรอก มันบรรจบกันแล้ว และจะไม่มีวันแยกจากกันผมสัญญากับสิ่งนี้ได้เลย เขาคว้าเอาเหรียญที่ห้อยคอเธอขึ้นมา จำไว้ระรินดาว เพคตุสเอทรอซา เราจะไม่พรากจากกัน
อีกครั้งที่สายตาและคำพูดของเขาสะกดระรินดาวให้ยืนอึ้งมองเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันกลับ มือเธอค่อนข้างสั่นเมื่อเปิดผ้าบังตาเดินเข้าไปข้างใน เธอไม่อยากรับรู้กับสายตาอย่างนั้นของอาคินและคำๆนั้น เพคตุสเอทรอซา ที่คล้ายดั่งคำสัญญาด้วยชีวิต มันทำให้เธอเลือดในกายเธอพุ่งพล่าน สับสน เธอไม่พร้อมที่จะรู้สึกอะไรอย่างนั้น มันเร็วไป คนอย่างระรินดาว เบ็ญจรงค์ ไม่ใช่คนที่จะรักใครได้ง่ายๆ เธอย้ำกับตัวเอง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ มองสำรวจภายใน
แสงตะเกียงสองดวงส่องสว่างในกระโจมสีขาวไม่ใหญ่นัก ตรงกลางเป็นที่นอนสีขาวมีผ้าคลุมสีทองพาดทับอย่างเรียบร้อย แต่ที่ทำให้ระรินดาวต้องกระพริบตางุนงง ก็คือร่างสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีดำที่ปิดกายทั่วทั้งร่าง ยืนโดดเด่นหันหลังให้เธออยู่ท่ามกลางแสงตะเกียง และเมื่อร่างนั้นหันกลับมา ระรินดาวก็เห็นใบหน้าที่เธอคิดว่าต้องงดงามนั้นถูกปิดเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาวาววับ ที่จ้องจับประสานกับสายตาของเธออย่างเงียบงัน แล้วระรินดาวก็ได้ยินเสียงแปลกใจของอาคินก็ดังขึ้นจากด้านหลังว่า
ซาลีมา
:+:+:+:+:+:
บทที่ ๑๙
ไปคุยกับฟีลิปดาเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ ที่นี่ค่ะ คลิก
หรือที่นี่ค่ะ http://phiilipda.com/forum